คุณแม่ได้เห็นแล้วว่า นมแม่เป็นอาหารที่สำคัญที่สุดที่มีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนรองรับความต้องการของลูกน้อยอย่างเต็มที่ แต่คุณแม่จะต้องฝึกให้ลูกน้อยได้เอร็ดอร่อยกับอาหารที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยปูพื้นฐานอาหารการกินได้อย่างเหมาะสมและเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยในอนาคต
ธาตุเหล็กเพื่อการเจริญเติบโตของลูกน้อย
การได้รับธาตุเหล็กที่เพียงพอนั้นสำคัญมากต่อทารกที่กำลังเติบโต ลูกน้อยเกิดมาพร้อมธาตุเหล็กในร่างกายในปริมาณที่เพียงพอเนื่องจากครรภ์ที่สมบูรณ์ของคุณแม่ แต่ธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกายของลูกตั้งแต่ตอนแรกนั้นจำเป็นจะต้องมีการทดแทนจากอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง หากไม่มีการรักษาปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายแล้วธาตุเหล็กที่สะสมไว้ตั้งแต่แรกเกิดก็จะถูกใช้หมดไปเมื่อลูกน้อยมีอายุ 4 ถึง 6 เดือน จึงจำเป็นมากที่ลูกน้อยจะต้องได้รับธาตุเหล็กจากนมแม่ หรือนมผงสูตรเสริมธาตุเหล็ก และอาหารเสริมค่ะ
ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการเติบโตทางร่างกายและพัฒนาด้านสติปัญญา ธาตุเหล็กช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายทำให้ลูกน้อยของคุณแม่เจริญเติบโตสมวัย
หากลูกน้อยขาดธาตุเหล็ก
ธาตุเหล็กมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรกของลูก สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (เอพีพี) พบว่าภาวะขาดธาตุเหล็กเป็นภาวะขาดอาหารที่พบมากที่สุดในอเมริกา พบมากที่สุดในทารกที่โต และเด็กเล็ก หากมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอจะทำให้การเจริญเติบโตของลูกน้อยช้าลง ทำให้เป็นโรคโลหิตจาง และพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและกระบวนการรับรู้ล่าช้า อีกทั้งยังเพิ่มการดูดซึมสารตะกั่วอีกด้วย นั่นคือเหตุผลที่เอพีพีแนะนำให้นมผงสูตรเสริมธาตุเหล็กให้แก่ทารก โดยธาตุเหล็กนั้นไม่ทำให้ลูกท้องผูก และไม่รบกวนระบบการย่อยของลูกน้อยตรงข้ามกับความเชื่อทั่วๆไปนะคะ
แหล่งอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก
สำหรับทารก
นมแม่
นมผงสูตรเสริมธาตุเหล็ก
สำหรับทารกที่กินอาหารเสริมได้แล้ว
อาหารเสริมธัญพืชสูตรเสริมธาตุเหล็ก
เมื่อหนูไม่อยากดูดนมแม่แล้ว
สาเหตุที่ทำให้เจ้าตัวน้อยเบื่อนมแม่
ลูกถูกดึงความสนใจไปที่อื่น บางทีอาจเป็นเพราะว่าลูกน้อยมีพัฒนาการที่สามารถเคลื่อนไหวเองได้ และได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ความสามารถใหม่นี้น่าตื่นเต้นมากสำหรับเจ้าตัวน้อยจนไม่มีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่
หนูเป็นหวัด ถ้าลูกน้อยเป็นหวัด หรือติดเชื้อไวรัสก็อาจมีอาการเบื่ออาหารได้ การคัดจมูกก็อาจทำให้ลูกดูดนมแม่ได้น้อยลงด้วยค่ะ
เคล็ดลับการให้นมลูก
ลูกน้อยอาจต้องการความช่วยเหลือในการเริ่มดูดนมแม่อีกครั้งหลังจากที่หยุดไป นี่คือเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณแม่ลองนำไปใช้ได้นะคะ
ลดสิ่งรบกวนรอบข้าง ลองให้นมลูกในห้องที่มีแสงน้อย และเงียบสงบดูสิคะ
ให้นมลูกเมื่อลูกอยู่นิ่งแล้ว การให้นมลูกเวลาที่ลูกงัวเงียจะช่วยลดสิ่งรบกวนรอบข้างและช่วยให้ลูกน้อยดูดนมแม่ได้ง่ายขึ้น
เปลี่ยนบรรยากาศ ถ้าคุณแม่เคยนั่งเวลาให้นมลูกก็ให้ลองเปลี่ยนมาเดินแทน และลูบเบาๆเพื่อให้ลูกผ่อนคลาย
เปลี่ยนท่าให้นมลูก
ให้คุณแม่ใช้เครื่องปั๊มนมเพื่อเก็บนมแม่ไว้เผื่อเวลาที่เจ้าตัวน้อยเกิด “ประท้วง” ขึ้นมา จะได้ให้คนอื่นๆในบ้านมาช่วยป้อนโดยใช้ถ้วยหรือขวดก็ได้ค่ะ
อาจถึงเวลาหย่านมแล้ว
“การประท้วงไม่ดูดนม” อาจเกิดขึ้นได้เมื่อลูกน้อยมีอายุ 3 ถึง 8 เดือนและมักจะเกิดขึ้นติดต่อกัน 2 ถึง 4 วัน ถ้าคุณแม่พยายามให้ลูกกลับมาดูดนมแม่อีกไม่สำเร็จ อาจจะหมายความว่าลูกพร้อมจะหย่านมแม่แล้ว หากคุณแม่อยากให้ลูกได้รับประโยชน์จากนมแม่ต่อก็ให้ใช้เครื่องปั๊มนม และป้อนนมลูกจากขวดแทนค่ะ
มื้อนี้ แม่ปรุงเอง
ช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างหนึ่งของคุณแม่ คือ การได้เฝ้ามองดูลูกหม่ำได้ดี หม่ำได้มาก หม่ำได้อย่างสุขใจ หม่ำได้ หลายชนิด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทั้งนั้น แม่ครัวคนเก่งที่มีเวลามากพอ จึงสามารถลงมือทำอาหารให้ลูก หม่ำเองได้เท่าที่ต้องการโดยต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ต่างๆดังนี้
อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวทุกอย่างที่ต้องใช้ประกอบอาหาร รวมถึงภาชนะใส่อาหารจะต้องสะอาดจริงๆ
อาหารทุกชนิดจะต้องผ่านการบด ครูด หรือทำให้มีลักษณะละเอียดเหมาะกับวัย 6 เดือนของลูก ผักที่ใช้ต้องล้างให้สะอาด ปอกเปลือกหรือส่วนที่เป็นกากย่อยยากทิ้งไปให้หมด
เมื่อปรุงอาหารจะต้องให้อาหารทุกอย่างสุกจริงๆ และสุกอย่างทั่วถึง
จัดอาหารชนิดใหม่ให้ลูกหลากหลาย โดยไม่ใส่เครื่องปรุงรสใดๆ
ถ้าจำเป็นต้องเก็บอาหารไว้ใช้ในวันต่อไป ให้แบ่งอาหารที่เตรียมเสร็จใหม่ๆใส่ภาชนะ แยกเก็บในปริมาณ 1 มื้อต่อ 1 ภาชนะ เก็บในช่องฟรีซของตู้เย็น เมื่อคุณแม่ต้องการจะนำอาหารออกมาใช้ ควรเอาออกมาทีละกล่อง ทีละมื้อ โดยอุ่นก่อนให้ลูกหม่ำ
คุณแม่สามารถแบ่งอาหารให้ลูกจากอาหารที่คนในบ้านทานกันตามปกติ โดยแบ่งออกมาก่อนที่จะเติมเครื่องปรุงรสให้ผู้ใหญ่ แล้วก็นำมาเตรียมให้เหมาะกับลูกวัยนี้
ไม่ควรเตรียมอาหารที่มีส่วนผสมหลายอย่าง หรือนำอาหารทุกอย่างมารวมกันหมด เพราะจะทำให้ลูกขาดการเรียนรู้ในอาหารแต่ละชนิดได้ และถ้าลูกไม่ยอมหม่ำ หรือปฏิเสธอาหาร ก็จะทำให้คุณแม่ไม่ทราบว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอาหารชนิดใดอีกด้วย
อย่าทำอาหารชนิดเดียวเพียงครั้งเดียว แล้วให้ลูกกินทั้งวันในทุกมื้อ ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ อนุโลมให้เตรียมอาหารให้ลูกทั้งวันได้ แต่ทำแยกเป็นมื้อๆ เช่น มื้อเช้าอาจเป็นข้าวบดตับใส่ใบตำลึง มื้อเที่ยง ข้าวบดฟักทอง มื้อเย็นข้าวบดผักบุ้งหมูบด
อาหาร 5 หมู่ เพื่อพัฒนาการลูกรัก
ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดสัดส่วนและปริมาณของอาหารในธงโภชนาการที่เด็กควรได้รับในแต่ละวัน เพื่อให้หม่ำหลากหลาย เพราะการรับสารอาหารครบถ้วน 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตที่มีคุณภาพ ทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญาของลูก โดยได้แบ่งออกเป็น 4 ชั้น ดังนี้
ชั้นที่ 1 กลุ่มข้าว-แป้ง หม่ำปริมาณมากที่สุด โดยให้สารอาหารหลัก คือ คาร์โบไฮเดรต เป็นพลังงานหลัก และควรเลือกชนิดที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง
ชั้นที่ 2 กลุ่มผักและผลไม้ หม่ำมากรองลงมา เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุ พร้อมใยอาหาร เพื่อให้ช่วยทำหน้าที่หลักในการส่งเสริมให้อวัยวะต่างๆในร่างกายทำงานได้ตามปกติ
ชั้นที่ 3 กลุ่มเนื้อสัตว์ ถั่ว ไข่ และกลุ่มนม หม่ำปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้ได้โปรตีนคุณภาพดี เหล็กและแคลเซียม โดยนมเป็นแหล่งที่ดีของแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินต่างๆ เพื่อช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีโปรตีน กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย
ชั้นที่ 4 กลุ่มน้ำมัน น้ำตาล เกลือ หม่ำแต่น้อยเท่าที่จำเป็น ไขมันให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย แล้วยังเป็นตัวนำวิตามินที่ละลายในน้ำมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี วิตามินเค ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
ถ้าไม่มีเวลาทำอาหารให้ลูกหม่ำ อาหารเสริมธัญพืชจากธรรมชาติที่มีสารอาหารครบถ้วน 5 หมู่ นับเป็นทางเลือกที่ดี โดยเลือกชนิดที่มีสารอาหารต่างๆ ช่วยให้ลูกได้รับประโยชน์ต่างๆ ดังต่อไปนี้
ช่วยให้ลูกได้รับพลังงานที่จำเป็นต่อร่างกาย อาหารเสริมธัญพืชมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน น้ำตาลเชิงเดี่ยว ไขมัน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 ไนอาซิน แมกนีเซียม
ช่วยให้ลูกเติบโตได้ดี เพราะเป็นอาหารที่มีโปรตีน วิตามินบี กรดโฟลิค สังกะสี ไอโอดีน
เสริมกระดูกและฟันให้แข็งแรง ด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินดีที่จำเป็นครบถ้วน
เพิ่มความแข็งแรงของเม็ดเลือด ด้วยสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็น เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 กรดโฟลิก
ช่วยพัฒนาสมองและสายตา เพื่อให้มีสติปัญญาและสายตาที่ดี ด้วยสารอาหาร ดีเอชเอ ไอโอดีน เหล็ก วิตามินเอ
ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง ด้วยสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามินซี เหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม
เสริมผักหลากสี
เห็นผักมีสีสันสดใส อย่านึกว่าไม่มีความหมายไปเชียว ผักธรรมชาติหลากสีมักสะดุดตาให้ลูกรักอยากไขว่คว้าสำรวจ จึงเท่ากับช่วยให้กล้ามเนื้อลูกได้เคลื่อนไหวพัฒนา เท่านั้นยังไม่พอ ผักหลากสียังช่วยให้สมองได้เรียนรู้ จดจำเรื่องสี ที่เหนือชั้นไปกว่านั้น ผักสีสะดุดใจยังมีประโยชน์ชนิดที่ไม่ยอมน้อยหน้ากันอีกด้วย
สีแดง เช่น มะเขือเทศสดๆให้สารไลโคปีน ที่ช่วยเสริมภูมิต้านทาน ช่วยบำรุงปอด และมีสารอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง ส่วนผักสีแดงม่วง ที่พบในกะหล่ำปลีสีม่วง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมอง ส่วนพริกหวาน บีทรูท ก็มีวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี ทำให้ลูกแข็งแรง สายตาดี ผิวดี เซลล์ในร่างกายก็ไม่ถูกเชื้อโรคทำลายได้ง่ายด้วย
สีเหลือง เช่น พริกหวาน ฟักทอง มีแคโรทีนอยด์ จัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีน เรียกกันว่า สารคริพโทแซ็นธิน ช่วยให้ลูกมองเห็นได้แจ่มชัด ผิวพรรณก็สดใส ร่างกายเติบโตได้ดี และไม่ค่อยติดเชื้อ
สีส้มเช่น แครอท อุดมด้วยแคโรทีนอยด์จากธรรมชาติ โดยมีเบต้าแคโรทีนอยู่มากที่สุด แล้วยังวิตามินต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อลูก ทำให้สายตาดี ผิวสวย แถมยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกสุขภาพแข็งแรงอีกด้วย ส่วนสารสีส้มซึ่งพบอยู่ในผลไม้อย่างมะละกอ แคนตาลูป มะม่วง ช่วยให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ช่วยบำรุงสายตา
สีเขียว เช่น ตำลึง คะน้า บร็อกโคลี มีเบต้าแคโรทีน วิตามินแร่ธาตุต่างๆ ช่วยให้เซลล์ในร่างกายเติบโตดี เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง คะน้ามีแคลเซียมบำรุงกระดูกและฟัน ตำลึงก็มีวิตามินเอช่วยให้มองเห็นดี เป็นต้น
ยังมีผักอีกหลายชนิดที่มีสีสันต่างๆที่ให้ประโยชน์แตกต่างกันออกไปนับกันไม่ถ้วน แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่ผักหลากสีต่างมีกันถ้วนหน้า และมีอยู่เหมือนกันหมด คือ กากใยอาหาร ที่ช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายสะดวก คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายท่านนึกขอบคุณผักก็เพราะเหตุนี้ ดังนั้นอย่ามัวแต่ปรุงผักเขียวๆให้ลูกหม่ำจำเจอยู่เลย หันมาทำให้น่าหม่ำเพิ่มขึ้น โดยเปลี่ยนเป็นผักอย่างแครอทสีส้มบด มะเขือเทศสีแดงโดนใจ สีเหลืองจากฟักทองเนื้อนุ่ม หรืออื่นๆ แล้วแต่คุณแม่จะสร้างสรรค์ เพื่อให้ลูกได้รับคุณค่าจากผักตั้งแต่วัย 6เดือน แนะนำเมนูสำหรับลูกน้อยค่ะ>>
ปรุงหนึ่งกินถึงสอง
อาหารเสริมของลูกสามารถแบ่งออกมาจากอาหารผู้ใหญ่ที่กินกันตามปกติ เพื่อนำมาเตรียมเป็นอาหารเสริมที่มีลักษณะเหมาะสมต่อลูก โดยคุณแม่สามารถตักแบ่งออกมาทำให้ลูกก่อนเติมเครื่องปรุงรสให้ผู้ใหญ่ เช่น ถ้าจะทำข้าวบดใส่น้ำแกงจืดให้ลูกกิน คุณแม่ก็สามารถทำให้ผู้ใหญ่กินได้ด้วย เช่น ถ้าคุณแม่ทำแกงจืดตำลึง สามารถตักเอาน้ำต้มจืดมาผสมกับข้าวบด พร้อมนำตำลึงต้มมายีให้ลูกกินได้ ส่วนที่เหลือให้ผู้ใหญ่ทานนั้นก็ปรุงรสน้ำแกงจืดให้เป็นรสที่ผู้ใหญ่ทานได้ตามปกติ
ถ้าคุณแม่มีเวลาทำอาหารน้อย ควรจัดเตรียมอาหารล่วงหน้า หาสูตรอาหารและวิธีปรุงที่ใช้เวลาไม่นาน เตรียมส่วนประกอบและวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า ถ้าจำเป็นต้องเก็บอาหารไว้ใช้ในมื้อต่อไปให้ทำอาหารครั้งเดียวให้มากพอ แบ่งอาหารที่เตรียมเสร็จใหม่ๆใส่ภาชนะแยกเก็บไว้ในปริมาณ 1 มื้อต่อภาชนะ เก็บตู้เย็นในช่องแช่แข็ง เวลาใช้ให้นำออกมาใช้ทีละมื้อ และอุ่นก่อนให้ลูกทาน (ไม่ควรใช้ไมโครเวฟ) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับมื้อเช้าที่คุณแม่ต้องเร่งรีบออกไปทำงาน อาหารที่ทำเองจะต้องดูด้วยว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการปรุงและภาชนะใส่อาหารสะอาดพอหรือไม่ อาหารที่ใช้สดใหม่หรือไม่ ปรุงอาหารสุกอย่างทั่วถึงหรือไม่ รวมทั้งอาหารนั้นผ่านการบดละเอียดเหมาะกับลูกวัยนี้หรือไม่ด้วย
หม่ำง่าย เที่ยวได้ทุกที่
เมื่อลูกรักถึงวัยเริ่มทานอาหารเสริม คุณแม่มักคำนึงถึงการเตรียมอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกน้อยได้เต็มที่ คุณแม่ควรให้อาหารที่มีเนื้อละเอียด เนียนนุ่ม กลืนง่าย เหมาะกับวัยในช่วงเริ่มอาหารเสริม ซึ่งช่วงเวลาที่ลูกจะกินอาหารที่บดละเอียดเป็นช่วงสั้นๆไม่กี่เดือน คุณแม่ที่มีเวลามักทำให้ลูกทานเอง คุณแม่ที่มีเวลาน้อย ต้องทำงานนอกบ้าน มักใช้อาหารเสริมกึ่งสำเร็จรูป เพื่อให้ลูกทานได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาปรุง เพราะช่วงนี้ลูกกินได้ไม่มากนัก และเมื่อมีโอกาสไปเที่ยวแล้วต้องพาลูกไปด้วย อาหารเสริมกึ่งสำเร็จรูป นับเป็นทางเลือกที่สะดวก แต่คุณแม่อย่าลืมนำภาชนะ ชาม ช้อน และแก้วน้ำของลูก รวมทั้งกระติกน้ำร้อนไปด้วย ถึงเวลาหม่ำก็เสียบปลั๊กน้ำร้อนในที่พักยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็ปรุงอาหารเสริมกึ่งสำเร็จรูปได้สะดวกทันใจ เท่านี้ลูกก็หม่ำได้ง่าย เที่ยวได้เต็มอิ่ม
ที่สำคัญจะต้องแยกถ้วย ชาม ช้อน หรือภาชนะที่ใช้ในการกินของลูกไว้ต่างหาก ไม่ควรใช้หรือเก็บปะปนกับคนอื่นในบ้าน เพื่อให้ดูแลความสะอาดได้ง่าย และควรเลือกใช้ภาชนะที่ทำความสะอาดได้ทั่วถึง รวมทั้งก่อนนำมาใช้จะต้องลวกด้วยน้ำเดือดทุกครั้ง นอกจากดูแลความสะอาดของภาชนะแล้ว อย่าลืมดูแลสุขอนามัยของคุณแม่ด้วย ล้างมือและฟอกสบู่ขณะเตรียมอาหาร เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจหลงเหลืออยู่ จนอาจทำให้ลูกท้องเสียได้
ข้อสำคัญที่หัดให้ลูกน้อยเคี้ยวได้คล่อง
เมื่อลูกน้อยอารมณ์ดี คุณแม่ลองป้อนอาหารจานใหม่ให้เขาสิ
ลองให้ลิ้มรสสักครั้ง
อย่าฝืนใจลูกน้อย หากเขาไม่อยากทาน
ควรลองทิ้งช่วงสัก 2-3 วัน ก่อนที่จะให้เขาลองใหม่
ควรเริ่มป้อนอาหารให้ลูกน้อยทานทีละน้อย ลองเริ่มจากผลไม้ หรือซุปผักที่เจือจาง 2 -3 ช้อนพูน แล้วค่อยๆ หัดให้ทานแต่ผลไม้หรือผัก
ใช้ช้อนพลาสติกที่ดัดงอได้ เพราะเหงือกของลูกน้อยยังบอบบางมาก ไม่แนะนำให้ใช้ยางกัดก่อนอายุ 6 เดือน
ลูกน้อยทานอาหารอะไรได้บ้าง
เรามีคำแนะนำ 2 -3 ประเด็น แต่หากคุณมีข้อสงสัยคุณหมอก็ยินดีที่จะตอบคำถามของคุณด้วยนะคะ
ให้ลูกน้อยกินอาหารเสริมจากธัญพืช
คุณหมอมักจะแนะนำอาหารเสริมธัญพืชให้ลูกน้อยได้ฝึกหัดเคี้ยวเป็นเมนูแรก เพื่อฝึกให้ลูกน้อยคุ้นเคยกับรสชาติใหม่ๆและเนื้ออาหารที่เปลี่ยนไปจากเดิม เพื่อฝึกลูกน้อยให้เรียนรับรู้รสชาติต่างๆ ให้รู้จักเคี้ยวอาหารที่มีเนื้อหนาขึ้น
คุณลองเพิ่มเติมคาร์โบไฮเดรตทีละน้อยเพื่อช่วยลูกน้อยอิ่มนานๆ และช่วยยืดเวลาอาหารระหว่างมื้อในช่วง 4 มื้อต่อวัน แต่คุณเองไม่ควรมองข้ามคุณค่าสารอาหารสำคัญอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็ก และเกลือแร่ชนิดอื่นๆ วิตามิน และโปรตีน ฯลฯ
วิธีการเตรียมอาหารเสริมจากธัญพืชง่ายๆ เพียงตักอาหารจากเสริมธัญพืช 2-3 ช้อนชา (หรืออาจจะเริ่มที่ 1 -2 ช้อนชาก่อนก็ได้) เพิ่มปริมาณทีละน้อยตามคำแนะนำของคุณหมอ
เรียนรู้รสชาติผลไม้และผัก
เป็นที่ทราบกันดีว่า ผลไม้และผักเป็นอาหารหลักในการสร้างสมดุลอาหารการกินของลูกน้อย คุณแม่ลองเริ่มด้วยรสชาติอ่อนๆ เพื่อฝึกให้ลูกน้อยรู้สึกประทับใจ ป้อนให้ลูกน้อยกินทีละน้อยๆ เช่น ผลไม้หรือซุปผักเจือจาง 2 -3 ช้อนพูน หัดให้ลูกน้อยทานซุปด้วยช้อนพลาสติก
ควรให้กินผลไม้สุกและผักที่ปรุงสุกแล้วโดยไม่ใส่เกลือ
ผักที่ปรุงสุก เช่น ฟักทอง, ฟักเขียว , แครอท, ถั่วลันเตา, ผักขม, ตำลึง, มันฝรั่ง เป็นต้น
ผลไม้สุก ไม่ใส่น้ำตาล เช่น แอปเปิ้ล, กล้วย, มะละกอสุก, มะม่วงสุก เป็นต้น