ประเทศไทย เปลี่ยนภาษา

โภชนาการสำหรับลูกน้อยของคุณ

แผนโภชนาการเพื่อพัฒนาการที่ดี, ที่สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละวัย

โภชนาการสำหรับลูกน้อย

เพราะคุณให้ความสำคัญกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย นักโภชนาการของเนสท์เล่ จึงได้พัฒนาโปรแกรมที่จะช่วยนำทางคุณเดินไปในแต่ละขั้นตอน ในชื่อ

แผนงานโภชนาการเพื่อพัฒนาที่ดีของลูกน้อยจากของเนสท์เล่ประกอบด้วย 4 ขั้น ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนขึ้น

คุณสามารถให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าสารอาหารครบถ้วนเพื่อพัฒนาการลูกน้อยที่สมวัย

คุณควรฝึกลูกน้อยให้เอร็ดอร่อยกับรสชาติต่างๆ

ฝึกให้ลูกน้อยได้พัฒนาสุขลักษณะการกินที่ดี

โภชนาการเฉพาะลูกน้อยของคุณ

โดยปกติ ลูกน้อยตอนอายุ 7 เดือน พร้อมที่จะลองกินอาหารมื้อหลัก และเริ่มปรับอาหารการกินเป็น 4 มื้อต่อวัน คุณควรฝึกให้ลูกน้อยรู้จักคอยเป็นเมื่อเขารู้สึกหิว และตัวลูกเองก็จะมีวิธีจัดการในแบบฉบับของตัวเอง


เริ่มให้ลูกน้อยหม่ำอาหารเสริมธัญพืช

หลักชัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของลูกน้อยคือการเริ่มหม่ำอาหารเสริมได้ นี่คือข้อแนะนำที่จะทำให้คุณแม่ช่วยให้ลูกเริ่มอาหารเสริมช้อนแรกได้ค่ะ
นมแม่ หรือนมผงสำหรับทารกยังเป็นอาหารหลักอยู่
สถาบันกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาแนะนำว่านมแม่หรือนมผงยังคงเป็นแหล่งหลักของสารอาหารสำหรับลูกในช่วงขวบปีแรก อาหารเสริมธัญพืชสำหรับทารกนั้นมักจะเป็นอาหารแข็งชนิดแรกสำหรับทารกที่ควรให้เสริมกับอาหารหลักอย่างนม
อาหารเสริมธัญพืชนี้ทำจากส่วนผสมที่มีรสชาติอ่อน และมีเนื้อละเอียด เนียนนุ่ม ที่ถูกพัฒนามาเพื่อให้เป็นอาหารแข็งอย่างแรกสำหรับลูกน้อย นอกจากนี้ อาหารเสริมจากธัญพืชนั้นผลิตจากธัญพืชธรรมชาติที่ลูกย่อยได้ง่ายอีกด้วย

เรื่องของเวลา
การให้ลูกน้อยเริ่มหม่ำอาหารแข็งในช่วงอายุประมาณ6 เดือนนั้นจะประจวบเหมาะกับสองเหตุการณ์ค่ะ: ธาตุเหล็กที่สะสมในตัวของลูกน้อยกำลังลดลง และการที่ลูกน้อยมีพัฒนาการพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ความพร้อมที่จะหม่ำอาหารแข็งนั้นเป็นสิ่งที่คุณแม่สังเกตเห็นได้จากการที่ลูกนั่งได้, กินอาหารจากช้อน และกลืนได้ แต่ความพร้อมนี้บางทีคุณแม่ก็ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ แล้วคุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาแล้ว? ควรปรึกษาคุณหมอเด็กและใช้เช็คลิสท์ของเราค่ะ “ลูกน้อยของคุณแม่พร้อมจะกินอาหารแข็งหรือยัง?”

ความสำคัญของธาตุเหล็ก
คุณหมอเด็กส่วนใหญ่แนะนำให้เริ่มด้วยธัญพืชสูตรเสริมธาตุเหล็ก อาหารเสริมธัญพืช เป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญ และจะช่วยเสริมธาตุเหล็กซึ่งเป็นสารอาหารที่ลดปริมาณลงตามธรรมชาติให้กับลูกน้อยอีกด้วย
ธาตุเหล็กนั้นสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย และพัฒนาการด้านสติปัญญา ทั้งยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางที่มีสาเหตุมาจากการขาดธาตุเหล็ก และยังเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินซึ่งมีหน้าที่ขนส่งออกซิเจนในเลือดจากปอดไปยังเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย

เริ่มต้นด้วยธัญพืชชนิดเดียวก่อน
การให้ลูกรักหม่ำอาหารเสริมที่ทำจากธัญพืชชนิดเดียวนั้นเป็นการทดสอบการแพ้อาหารของลุกด้วย อาหารเสริมธัญพืชจากข้าวนั้นมักจะเป็นอาหารชนิดแรกที่ให้ลูกหม่ำ ต่อมาจึงจะเป็นข้าวสาลี ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกลองหม่ำดูก่อนนะคะแต่ควรเว้นระยะห่างประมาณสามวันระหว่างการให้ธัญพืชแต่ละประเภทเพื่อที่จะดูว่าลูกน้อยรับมันได้หรือไม่ ให้สังเกตอาการแพ้ต่างๆเช่นอาการท้องเสีย, ผื่น, หรืออาเจียน ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้ตัดอาหารที่ลูกแพ้ออกไป และปรึกษาคุณหมอเด็กทันทีค่ะ
อาหารแข็งอย่างแรกของลูกนั้นควรจะมีลักษณะข้น คล้ายซุป โดยการผสมอาหารเสริมธัญพืชกับนมแม่ หรือกับน้ำสุกอุ่นตามคำแนะนำบนฉลาก
ให้คุณแม่ใช้ช้อนเสมอและอย่าใช้ขวดนมเวลาที่ป้อนอาหารแข็งให้ลูก สิ่งสำคัญคื่อการที่ลูกน้อยได้คุ้นเคยกับขั้นตอนการกินอาหารโดยการนั่ง กินทีละคำจากช้อน หยุดพักระหว่างคำ และหยุดกินเมื่อลูกอิ่ม
เมื่อลูกชินกับการหม่ำอาหารเสริมธัญพืชแล้วคุณแม่สามารถป้อนอาหารเสริมธัญพืชให้ลูกได้บ่อยขึ้น และเริ่มผสมให้ข้นขึ้นได้ค่ะ

เคล็ดลับสุขภาพ
ไม่ต้องแปลกใจถ้าเจ้าตัวน้อยไม่ยอมหม่ำอาหารคำแรกและคายออกมา ความลังเลเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อลองของใหม่! รอสักหนึ่งอาทิตย์ และจำไว้นะคะว่าคุณแม่เลือกสิ่งที่ให้ลูกหม่ำได้ แต่ลูกจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะหม่ำในปริมาณเท่าไรค่ะ

ปาร์ตี้ไข่ เลี้ยงฉลองน้องหนู

“ไข่” เป็นอาหารที่อยู่คู่เจ้าหนูวัยเริ่มต้นอาหารเสริม เพราะจัดเป็นอาหารที่ทำได้เร็ว ลูกหม่ำได้ง่าย แถมรสชาติก็เป็นกลางๆอีก จึงเหมาะที่ทำให้ลูกวัยนี้หม่ำเป็นอย่างยิ่ง

ข้อดีของไข่
ไข่เป็นอาหารเสริมที่สำคัญ เพราะไม่ได้มีเพียงโปรตีน แต่ยังมีวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ซึ่งร่างกายของลูกต้องการนำไปใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง
ข้อคิดของอาหารไข่
ไข่เป็นอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย โดยเฉพาะไข่ขาว คุณแม่ควรเริ่มให้ไข่แดงก่อน เพราะไข่ขาวย่อยยากกว่า แล้วทำให้ลูกแพ้ได้ง่ายกว่าไข่แดง อย่างในช่วงนี้เมื่อลูกอายุได้ 7 เดือน ลองให้ไข่ขาวดู ถ้าเห็นลูกไม่แพ้ก็ให้ทั้งฟองได้เลย แต่ถ้าแพ้ให้หยุดทันที แล้วก็เลื่อนการให้ไข่ขาวออกไป ตอนลูกอายุสักราวๆ 1 ปีค่อยให้อีก บางท่านอาจสงสัยว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกแพ้ อาการแพ้ที่พบได้บ่อยคือลูกมีผื่นขึ้นที่แก้มทั้งสองข้าง หรือเรียกกันว่า “กลากน้ำนม” แสดงว่าลูกมีอาการแพ้

การทำอาหารไข่
ก่อนเตรียมอาหารควรล้างไข่ให้สะอาดก่อน เพราะบริเวณเปลือกไข่อาจมีเชื้อโรคทำให้ลูกท้องร่วงได้
ไม่เก็บไข่ไก่สดไว้ที่ฝาตู้เย็นนานๆ เพราะมักมีระบบระบายความร้อนที่ทำให้ผนังตู้เย็นอุ่น
อย่าเปิดปิดตู้บ่อย เพราะทำให้ฝาตู้เย็นที่เก็บไข่ไม่เย็นพอ เวลาซื้อไข่ไก่ควรดูสักนิดว่ามีเปลือกแตกร้าวบ้างไหม ถ้ามีอย่าซื้อ เพราะมีโอกาสเสียได้ง่าย
จะต้องต้มไข่แดงให้สุก ไม่ควรเป็นยางมะตูม เพราะย่อยยาก
จัดปาร์ตี้ไข่ให้ลูกหม่ำได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นมื้อนี้หรือมื้อไหน คุณแม่คิดสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลาย ถ้ายังคิดไม่ออก ขอแนะนำเมนูข้าวบดกับไข่แดงต้มสุก หรือฟักทองบดไข่แดง หรือมันฝรั่งบดไข่แดง หรือข้าวผักโขมบดกับไข่แดงต้มสุก ซุปเนื้อปลากับไข่แดง ข้าวบดดอกกะหล่ำกับไข่แดงต้มสุก หรืออื่นๆ

ฝึกนิสัยลูกรักกินผัก


เพราะรู้ดีว่าผักคู่ควรกับระบบขับถ่ายที่ราบรื่นของลูกรักจริงๆ คุณแม่ส่วนใหญ่จึงหาทางโน้มน้าวให้ลูกหม่ำผัก ที่มีกากใยสูงๆ เพื่อช่วยให้ขับถ่ายดี ไม่มีปัญหาท้องผูกให้ต้องหนักอก แต่เจ้าผักแสนดีก็เป็นที่รังเกียจของเด็กๆ มานักต่อนักแล้ว โดยเฉพาะคุณแม่ที่เพิ่งจะให้ลูกกินผักตอนโต
ฉะนั้นในช่วงวัย 6-7 เดือนนี้ที่ลูกยังไม่เรื่องมาก ยังพูดไม่ได้ ปฏิเสธไม่เป็น แถมยังไม่ช่างเลือก เลือกกลิ่น และรสไม่เป็น อีกทั้งลูกกำลังอยู่ในวัยนักชิมพอดี ให้ชิมอะไรก็รับได้หมด แล้วก็ชอบสำรวจทุกสิ่งด้วยการเอาเข้าปาก ล้วนๆ ดังนั้น รีบฉวยโอกาสดีๆอย่างนี้มาฝึกให้ลูกหม่ำผักกัน เพื่อตัดปัญหาลูกปฏิเสธผักตอนโต

ข้อแนะนำเพื่อลูกเต็มใจหม่ำผัก

ควรเริ่มจากผักที่มีสีสวย สีส้ม สีเหลือง สีเขียวอ่อน ผักสีขาว อย่างฟักทอง มันฝรั่ง ซึ่งไม่ค่อยมีกลิ่นที่รุนแรง รสชาติเป็นกลางๆ ไม่ขม ไม่เฝื่อน

เริ่มจากผักเนื้อนุ่ม รสอร่อย ไม่เหม็น ไม่มีกลิ่นฉุน หรือรสจัด เช่น ฟักทอง ผักเขียว ตำลึง ผักกาดขาว ฟัก แฟง มันฝรั่ง เพราะจะช่วยทำให้ลูกหม่ำได้ โดยไม่รู้สึกระคายคอ

เลือกผักที่มีกากน้อย เช่น ตำลึง ฟักทอง มันฝรั่ง ต้มให้เปื่อย บดให้ละเอียด น้ำที่ได้จากการต้มผักก็มีประโยชน์ อย่าทิ้งเชียวค่ะ เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุอยู่มาก ให้ดื่มน้ำต้มผักในระหว่างมื้อแทนน้ำบ้างก็ได้

หลีกเลี่ยงผักสีเขียวเข้ม ซึ่งมักจะมีเส้นใยค่อนข้างมาก ซึ่งบางทีมีความเหนียวที่กัดขาดยาก มีเสี้ยนมาก มีเปลือกหนาที่ย่อยยาก ทำให้เด็กไม่ชอบ เช่น คะน้า กวางตุ้ง หัวไชเท้า

เลือกผักที่ไม่แข็งมาก และไม่เหนียวมากเกินไป เช่น ฟักทอง ตำลึก ผักกาดขาว กะหล่ำ ผักบุ้ง ผักขม

หลีกเลี่ยงผักที่เหม็นเขียว มีกลิ่นฉุนทั้งหลาย มีรสขม รสเผ็ดและซ่า เช่น ต้นหอม ผักชี โหระพา มะระ

เลือกผักที่สดใหม่ ปลอดสารเคมี และเป็นผักที่หาได้ง่ายในบ้านเรา

เริ่มให้ผักทีละน้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้น จนลูกคุ้นเคยกับผักนั้นแล้วค่อยเปลี่ยน หรือเพิ่มผักชนิดใหม่

ให้ผักหลากหลายชนิด สับเปลี่ยน แล้วก็หมุนเวียนกันไป อย่าให้หม่ำผักซ้ำๆ เพื่อกันความจำเจ

เรียนรู้รสชาติ


เมื่อเจ้าหนูได้หม่ำคำแรก ไม่เพียงได้เรียนรู้ว่าอาหารเสริม เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้อิ่มท้องได้เหมือนนมแล้ว สิ่งสำคัญที่ลูกได้เรียนรู้ตามมาทีหลัง คือ รสชาติของอาหาร เพราะการหม่ำอาหารเข้าไป ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้รสชาติที่สำคัญของเขาเลยทีเดียว
อาหารเสริมที่คุณแม่นำมาให้ลูกหม่ำใหม่หลายชนิด ย่อมหมายถึงการช่วยให้ลูกสามารถเรียนรู้รสชาติที่แตกต่างได้มากขึ้นด้วย แต่อาจต้องทำใจนิดหนึ่งว่าขั้นตอนสำคัญที่มาพร้อมกับการเรียนรู้รสชาติของเขา คือ การใช้นิ้วมือสำรวจอาหาร ก็เพราะลูกมีความปรารถนาอย่างล้นเหลือ ที่จะดูว่าผิวสัมผัสของอาหารที่มีรสชาติใหม่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง
ดังนั้นจึงขอแนะนำถึงวิธีการช่วยให้ลูกยอมรับรสชาติใหม่ๆ มาให้คุณแม่ส่งเสริมพัฒนาการการกินของลูกน้อยกัน

ยอมให้ลูกใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก เพราะเป็นช่วยให้ลูกยอมรับอาหารใหม่ๆได้ดี แต่คุณแม่ก็ต้องคอยหมั่นดูแลเรื่องความสะอาดให้ดี

อาหารของลูกต้องรสไม่จัด หากต้องการปรุงรสชาติให้ลูกควรปรุงเพียงเจือจาง ไม่ควรใส่ผงชูรส แต่ควรใช้ซอสถั่วเหลือง แทนน้ำปลา หรือผงชูรส หรือจะใช้น้ำซุป น้ำต้มกระดูกหมูแทนก็ได้

เวลาจะให้อาหารใหม่เจ้าหนูหม่ำ ควรให้อาหารชนิดนั้นซ้ำกันประมาณ 3 มื้อ เพื่อให้ลูกรู้จักและจดจำรสชาติของอาหารแต่ละอย่างได้ง่ายขึ้น

ถ้านำอาหารเสริมสำเร็จรูปมาให้ลูกหม่ำก็ไม่จำเป็นต้องปรุงรสอีก เพราะอาหารเสริมธัญพืชมักทำมาให้หม่ำได้เลย ถ้าอยากให้มีรสหวานให้ลูกหม่ำง่าย ก็ควรเลือกที่ทำมาจากธรรมชาติ เช่น น้ำผึ้ง หรือผลไม้

การนำอาหารเสริมธัญพืชที่มีรสชาติเหมาะสมเช่นรสของผัก มาตอบสนองความต้องการเรื่องรสชาติ จะช่วยส่งเสริมทักษะพัฒนาการด้านการเรียนรู้รสชาติของลูกได้ดีต่อไปด้วย้

ได้คุณค่าแม้มีเวลาน้อย

ยุคนี้คุณแม่ Working mom ทั้งหลายจะต้องจัดสรรเวลาที่มีอยู่น้อยนิดให้ดี เพราะต้องทำงานนอกบ้านเต็มวันด้วย เลี้ยงลูกด้วย แล้วกว่าจะได้กลับเข้าบ้านไปพบหน้าลูกก็เกือบมืดค่ำ ถึงกระนั้นก็เชื่อว่าคุณแม่ทุกท่านย่อมมีความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ลูกได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะอยากให้มั่นใจว่าลูกได้รับอาหารสะอาดๆ แล้วก็มีประโยชน์จากมือแม่จริงๆ

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ที่จำเป็นต้องทำอาหารให้ลูกเอง

ยึดหลักความสะดวกของการทำอาหารเป็นอันดับแรกไว้ก่อน คุณแม่จะได้มีเวลาเพิ่มขึ้น

แล้วอย่าลืมให้ความสำคัญเรื่องความสะอาดของอาหารควบคู่ไปพร้อมกับความสะดวก

เลือกอาหารที่ทำได้ง่ายที่สุด คิดสร้างสรรค์เมนูที่ไม่ต้องมีขั้นตอนยุ่งยากในการทำ

ใช้อุปกรณ์ในการทำให้น้อยชิ้นที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการทำความสะอาดให้ทั่วถึง

ทำอาหารประเภทโปรตีนแบบง่ายๆ เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ซุปไข่ ส่วนเต้าหู้อ่อน ปลาเนื้อขาว คุณแม่ใช้วิธีแบ่งจากของผู้ใหญ่ได้ก็ยิ่งดี

ส่วนตับบด ลองซื้อแบบสำเร็จรูปสำหรับเด็กอ่อนมาใช้เป็นครั้งเป็นคราวบ้างก็ได้

มองหาอาหารผักที่ทำง่าย สุกง่าย เช่น ฟักทอง มันฝรั่ง มันเทศ

เลือกผลไม้เลือกที่หม่ำได้ทันที เช่น กล้วย มะละกอ มะม่วงสุก แตงโม ฯลฯ

คุณแม่ที่ไม่มีเวลาต้มผัก บดผักให้ลูกรัก ก็เพิ่มเป็นผลไม้ให้ลูกหม่ำแทน

จะใช้แป้งข้าวกล้องต้มให้กลายเป็นข้าวต้มเละๆ ก็ได้ หรือมองหาอาหารเสริมจากธัญพืชธรรมชาติที่เพียงแค่ผสมน้ำ สุกอุ่นก็ทำได้เร็วดี สะดวกด้วย ใช้เวลาเตรียมไม่นานก็อิ่มอร่อยได้แล้ว แล้วอย่าลืมหาชามที่มีสีสันสดใสมาใส่อาหารให้ดูน่าหม่ำยิ่งขึ้น

อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน

โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยได้ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วถ้าจะดูกันให้ดีๆแล้ว จะพบว่าโรคขาประจำที่มักหนีไม่พ้น คือ ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย คุณแม่ที่ช่างสังเกตหน่อย จะได้เห็นต่อไปอีกว่าโรคทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นกับลูกช่วงวัยนี้ มักเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารเสียเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้เป็นเพราะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกันที่มีจุดเริ่มต้นจากสมดุลที่ดีในระบบทางเดินอาหารนั้น ยังไม่พัฒนาสมบูรณ์เต็มที่นั่นเอง จึงพบอัตราความเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารกันเป็นประจำ ไม่อยากเห็นลูกป่วยเป็นอะไร ก็ต้องช่วยกันดูแลให้ลูกแข็งแรง ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคต่างๆได้อย่างเหนือชั้น

อันดับแรก คุณแม่ต้องเริ่มจากการสร้างระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรง เพื่อช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ต้องรีบส่งเสริมกันตั้งแต่ช่วงวัยนี้ โดยวิธีง่ายๆ คุณแม่อาจให้นมหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของโพรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ดี ที่จะไปช่วยปรับสมดุลในลำไส้ ให้ระบบทางเดินอาหารแข็งแรง จึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ อาหารที่มีเส้นใยมากหลาย คือ พืชผักผลไม้ หรือธัญพืชบางชนิด เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะเป็นอาหารที่ย่อยไม่หมดจากลำไส้ส่วนบน สามารถผ่านไปยังลำไส้ใหญ่ จะไปเป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อทางเดินอาหาร ทำให้ลูกขับถ่ายได้ง่าย

วิธีให้อาหารเสริม

คุณแม่สามารถใช้เทคนิคการให้อาหารเสริมลูกเหล่านี้ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ลูกมีนิสัยการกินที่ดีได้

ทำอาหารลูกให้มีลักษณะบดพอละเอียดเหมาะกับวัย

อาหารของลูกไม่ควรปรุงรสจัด ควรปรุงรสจืดเป็นพื้นไปก่อน

ให้อาหารทีละอย่างเพื่อให้เวลาลูกในการเรียนรู้รสชาติเพื่อให้ลูกเรียนรู้อาหารทีละชนิด

ควรเริ่มให้อาหารใหม่ทีละชนิด เพื่อจะได้รู้ได้ด้วยว่าลูกมีอาการแพ้อาหารชนิดนั้นหรือไม่

เมื่อลูกปฏิเสธอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เว้นระยะไปช่วงหนึ่งก่อนแล้วค่อยลองให้ซ้ำใหม่

ไม่บังคับให้ลูกกินอาหารที่ลูกไม่ชอบ หรือให้ลูกกินให้หมดชาม เพราะจะทำให้ลูกไม่อยากกิน

ไม่ผสมอาหารกับนมหรือน้ำใส่ขวดให้ลูกดูด เพราะลูกจะขาดความคุ้นเคยกับอาหารที่มีลักษณะหยาบขึ้นกว่าอาหารเหลวอย่างนมหรือน้ำ

ปล่อยให้ลูกสำรวจอาหารและอุปกรณ์ที่ใช้ในการกินโดยอิสระ และยอมให้ลูกใช้นิ้วมือหยิบอาหารกิน

จัดสถานที่กินที่ไม่พลุกพล่าน หรือมีเสียงดัง เพื่อช่วยให้ลูกมีสมาธิในการกิน

ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ เพียงเท่านี้ คุณแม่ก็สามารถช่วยให้ลูกน้อยวัย 6-7 เดือน ผ่านช่วงของการเรียนรู้อาหารเสริมไปได้อย่างง่ายดาย เพราะช่วงวัยนี้ลูกน้อยมีความสนใจที่จะเรียนรู้อาหารอยู่แล้ว ร่างกายก็มีความพร้อมด้วยเช่นกัน จึงนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับคุณแม่เพื่อฝึกให้ลูกน้อยมีนิสัยการกินที่ดีได้ไม่ยากนัก

 

ส่งเสริมหนูน้อยเป็นนักชิม

ขั้นตอนการเรียนรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการกินอาหารของลูก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็น และจะต้องเกิดขึ้นก่อนการใช้ช้อนกินอาหารของลูก คือ การที่ลูกใช้นิ้วมือสำรวจอาหาร ลูกจะสำรวจอาหารด้วยความอยากรู้ถึงผิวสัมผัสและรสชาติของอาหาร โดยการจับ หยิบเข้าปาก คายออกมา แล้วมองดูอาหาร บางครั้งก็ชอบป้ายอาหารเล่นบนใบหน้าของตัวเอง หรือละเลงภาชนะอาหาร ทั้งหมดนี้เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับอาหารของลูก ซึ่งพ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกใช้นิ้วมือหยิบจับอาหารกินเองบ้าง เพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้านประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูก และช่วยให้ลูกยอมรับอาหารใหม่ๆไปด้วย เพราะอาหารทุกอย่างที่นำมาให้ลูก ย่อมมีรสชาติที่แปลกใหม่สำหรับลูกเสมอ จึงนับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกจะคายอาหารออกมาด้วยความไม่คุ้นเคย แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกไม่ชอบอาหารนั้น เพียงแต่ลูกอยากจะทดลองเรียนรู้รสชาติ ของอาหารเพิ่มเติมด้วยวิธีการของลูกเท่านั้น

ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือพาลูกเที่ยวนอกบ้าน ควรปล่อยให้ลูกใช้มือสำรวจอาหาร ทดลองกับอาหารบ้าง โดยไม่ห้ามหรือดุว่าลูก ถ้าเห็นว่ามือของลูกสะอาด อาหารสะอาด ภาชนะก็สะอาดดีแล้ว ก็ปล่อยให้ลูกเรียนรู้อาหาร เพียงหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของลูกให้มากขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมกับส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้รสชาติอาหารของลูกไปด้วย โดยเริ่มจากการทำอาหารให้ลูกกินทีละอย่าง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง ตับ ข้าว ผัก ไม่ผสมรวมกันทุกอย่าง นอกจากจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้รสชาติของอาหารแต่ละชนิดแล้ว คุณแม่ยังได้สังเกตได้ว่าลูกมีอาการแพ้อาหารชนิดใดหรือไม่อีกด้วย

ลูกน้อยกินอาหารอะไรได้

ลองหัดให้กินอาหารเสริมธัญพืชผสมแป้ง
เมื่อคุณแม่ได้ลองใช้ความพยายามครั้งแรกที่จะป้อนอาหารเสริมธัญพืชไม่ผสมแป้งในช่วงขั้นที่ 2 หากคุณหมอไม่ได้ให้แนะนำอะไรมากไปกว่านี้ คุณแม่เองสามารถเพิ่มเติมอาหารเสริมธัญพืชที่ผสมแป้งให้ลูกน้อยทานได้เริ่มตั้งแต่อายุ 6 เดือน ต้องขอขอบคุณคุณค่าคาร์โบไฮเดรตที่ผสมอยู่ในอาหารเสริมธัญพืช จะให้พลังงานแก่ร่างกายลูกน้อย เพราะในแต่ละวัน ลูกน้อยจะมีกิจกรรมมากมาย และยังช่วยยืดความหิวไว้ได้นานๆ คุณเองยังจะต้องเสริมลูกน้อยด้วยวิตามิน เกลือแร่และเหล็ก เพื่อสร้างสุขลักษณะการกินดีมีสุข

อาหารในขั้นที่ 2


เนสท์เล่คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสิ่งแรกเนสท์เล่ ได้ควบคุมมาตรฐานคุณภาพให้สอดคล้องไปกับกฎระเบียบเคร่งครัดที่กำลังดำเนินอยู่ จึงมั่นใจว่าลูกน้อยจะได้เรียนรู้รสชาติของเนื้อสัตว์และเนื้อปลาที่ปลอดภัย ซึ่งได้นำมาใช้กับอาหารเสริมธัญพืชทั้งหมด และเนื้อสัตว์มาจากแหล่งที่รับรองได้

รับรองส่วนผสมและคุณภาพของอาหาร
สัตว์แพทย์ ตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อย (ตัวอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะ)


ผักและผลไม้ใหม่ๆ
ในขั้นที่ 1 คุณแม่ได้หัดให้ลูกน้อยลิ้มลองรสชาติผักและผลไม้หลากชนิด พอมาถึงช่วงขั้นที่ 2 ลองให้ลูกน้อยลิ้มรสรสชาติใหม่ (โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวนิดๆ) และให้ได้เรียนรู้ของกินใหม่ๆที่มีรสชาติหลากหลาย นอกจากนี้คุณแม่ยังต้องให้ลูกน้อยกินผักและผลไม้สุกตามฤดูกาล

 คุณแม่คัดผักและผลไม้ชนิดใหม่ๆ ทั้งผักที่ปรุงสุกแล้ว
ลองใช้น้ำมันพืช(น้ำมันรำข้าว, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันดอกทานตะวัน, เป็นต้น) ซึ่งจะให้กรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อลูกน้อย

 

Copyright 2009 www.nestlebaby.com/th Dear Mom Program – All rights reserved.