ประเทศไทย เปลี่ยนภาษา

โภชนาการสำหรับลูกน้อยของคุณ

แผนโภชนาการเพื่อพัฒนาการที่ดี, ที่สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละวัย

โภชนาการสำหรับลูกน้อย

เพราะคุณให้ความสำคัญกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย นักโภชนาการของเนสท์เล่ จึงได้พัฒนาโปรแกรมที่จะช่วยนำทางคุณเดินไปในแต่ละขั้นตอน ในชื่อ

แผนงานโภชนาการเพื่อพัฒนาที่ดีของลูกน้อยจากของเนสท์เล่ประกอบด้วย 4 ขั้น ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนขึ้น

คุณสามารถให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าสารอาหารครบถ้วนเพื่อพัฒนาการลูกน้อยที่สมวัย

คุณควรฝึกลูกน้อยให้เอร็ดอร่อยกับรสชาติต่างๆ

ฝึกให้ลูกน้อยได้พัฒนาสุขลักษณะการกินที่ดี

โภชนาการเฉพาะลูกน้อยของคุณ

คุณแม่จะเห็นว่า ลูกน้อยมีความสุขที่ได้ลิ้มลองรสชาติต่างๆที่ไม่เคยลองทั้งรสชาติผักและผลไม้ชนิดต่างๆ ให้ลูกน้อยประทับใจที่จะได้กินชอคโกแลต และขนมปังร่วน เป็นครั้งแรก


สร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ลูกน้อย


ในระหว่างที่คุณแม่ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูกรักจากภายนอก ระบบภูมิคุ้มกันของลูกก็ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องลูกจากภายในเช่นเดียวกัน
ระบบภูมิคุ้มกันของลูกรักนั้นประกอบไปด้วยเครือข่ายที่ซับซ้อนของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆที่ทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องลูกน้อย วิธีการทำงานอย่างหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันคือการป้องกันไม่ให้สิ่งไม่พึงประสงค์เข้ามาในร่างกายของลูก เกราะป้องกันที่สำคัญอย่างแรกของลูกน้อยคือผิวหนัง อย่างไรก็ตามการปกป้องจากภายในที่ทางเดินอาหารก็สำคัญไม่แพ้กัน
ปากของลูกน้อยนั้นเป็นมากกว่าทางสำหรับให้อาหารเข้าในร่างกาย และทางเดินอาหารก็เป็นมากกว่าทางผ่านของสารอาหารต่างๆ อวัยวะเหล่านี้เป็นอวัยวะหลักในตัวของลูกที่มีการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า 70% ของระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อยนั้นอยู่ในทางเดินอาหารนั่นเอง แอนติบอดี้ที่สำคัญก็ถูกสร้างในทางเดินอาหารด้วย

หน้าที่ของจุลินทรีย์ที่ดี
ทางเดินอาหารของลูกน้อยนั้นคือที่อยู่ของแบคทีเรียหลายประเภท หลายชนิดเป็นแบคทีเรียที่ ‘ดี’ หรือ ‘เป็นมิตร’ ซึ่งเราเรียกว่า ‘จุลินทรีย์ที่ดี’ การที่ลูกน้อยมีจุลินทรีย์เหล่านี้อย่างสมดุลในระบบทางเดินอาหารจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน จุลินทรีย์ที่ดีในระบบทางเดินอาหารจะช่วยเสริมให้ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของลูกน้อยที่ทางเดินอาหารแข็งแรงขึ้น
ก่อนที่ลูกจะเกิดมาลุกมีระบบทางเดินอาหารที่ปราศจากจุลินทรีย์ทุกประเภท แต่หลังจากที่ลูกน้อยเกิดมาจุลินทรีย์ต่างๆก็จะค่อยๆเพาะตัว อาหารที่ลูกน้อยได้รับในช่วงอาทิตย์แรกๆ และเดือนแรกๆมีผลทำให้จุลินทรีย์ต่างชนิดก่อตัวขึ้นในระบบทางเดินอาหารของลุก ทารกที่ได้รับนมแม่จะมีจุลินทรีย์ที่ดีชนิดหนึ่งสูงถึงประมาณ 90% ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจุลินทรีย์ที่ดีชนิดนี้ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของลูก นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าทารกที่ได้รับนมแม่ส่วนใหญ่แล้วจะแข็งแรง

จุลินทรีย์ที่ดีในนมผง
นมผงบางชนิดมีการเติมจุลินทรีย์ที่ดีคล้ายกับที่พบในนมแม่ด้วย ทางหนึ่งที่จุลินทรีย์ที่ดีเหล่านี้จะช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของลุกน้อยคือการเพิ่มปริมาณแอนติบอดี้ที่สำคัญ จุลินทรีย์ที่ดียังช่วยการทำงานของเกราะป้องกันทางธรรมชาติในระบบทางเดินอาหารด้วย
1 ประมาณ 70% ของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันอยู่ที่ทางเดินอาหารของทารก


เคล็ดลับบรรเทาอาการปวดฟัน


เมื่อฟันของเจ้าตัวน้อยเริ่มโผล่ขึ้นมา คุณแม่จะพบว่าลูกจะอยากกัดสิ่งของต่างๆ นี่เป็นอาการปกติค่ะ ความจริงแล้วทารกจะชอบเอาของต่างๆเข้าปากก่อนที่ฟันจะขึ้นเสียอีก
คุณแม่อาจสังเกตได้ว่าลูกจะมีน้ำลายมากขึ้นก่อนที่ฟันจะขึ้น และเหงือกของลูกอาจจะบวม และนิ่มขึ้นเล็กน้อย การกัดเป็นวิธีธรรมชาติในการบรรเทาอาการปวดฟันเมื่อฟันขึ้น ดังนั้นคุณแม่ควรเตรียมยางกัดไว้ให้พร้อมนะคะ
ยางกัดมาในหลายรูปแบบ มีพื้นผิว และสีที่ต่างกันเพื่อเอาใจเจ้าตัวน้อย บางประเภทมีน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วอยู่ข้างใน คุณแม่สามารถนำไปแข่เย็นได้เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาอาการปวดเหงือกของลูกแต่ห้ามแช่แข็งนะคะ
สัปดาห์ก่อนหน้าที่ฟันจะขึ้น ทารกส่วนมากจะมีอาการปวดฟัน นี่คือข้อแนะนำที่คุณแม่นำไปใช้บรรเทาอาการปวดของลูกน้อยได้ค่ะ
• ให้ลูกน้อยใช้ยางกัด แรงกดบนเหงือกจะช่วยลดอาการปวด
• ทายาบรรเทาอาการปวดฟันให้ลูกนิดหน่อย บนเหงือกของลูกจะลดอาการปวดได้
• ให้ลูกหม่ำอาหารแช่เย็นแทนอาหารอุ่น ลูกน้อยอาจชอบรสชาติ และความรู้สึกเย็นๆเวลาที่ฟันขึ้น
• นวดเหงือกให้ลูก โดยใช้แปรงนิ้วที่ทำมาเพื่อทารกฟันกำลังจะขึ้นเท่านั้น แปรงนี้จะพอดีกับนิ้วของคุณแม่ และจะบรรเทาอาการปวดเหงือกของลูกเวลาที่คุณแม่ถูเบาๆ แปรงนิ้วยังช่วยให้คุณแม่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเหงือกและฟันของลูกได้ด้วย


สอนให้ลูกมีนิสัยการหม่ำที่ดี


ไม่เร็วเกินไปเลยค่ะที่จะสอนให้ลูกน้อยมีนิสัยการหม่ำที่ดี นี่คือเคล็ดลับที่คุณแม่นำไปใช้ได้เวลาที่ป้อนอาหารให้ลูกนะคะ
• หน้าที่ของคุณแม่คือการให้ลูกได้เลือกอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด ลูกน้อยจะตัดสินใจเองว่าจะหม่ำอะไรเท่าไหร่ค่ะ
• การตอบรับสัญญาณต่างๆจากลูกเวลาลูกหม่ำจะมีผลต่อความสัมพันธ์ของลูกน้อยกับอาหารชนิดนั้นๆในอนาคต เมื่อลูกเรื่มหม่ำอาหารแข็งได้ให้คุณแม่สังเกตสัญญาณต่างๆที่บอกว่าลูกอิ่มแล้วนะคะ ถ้าลูกหันน้าออกจากช้อน เอามือปิดหน้า คายอาหารที่ลูกคุ้นเคย หรือผลักอาหารออกไปอาจถึงเวลาหยุดหม่ำแล้ว ไม่ควรบังคับให้ลูกน้อยหม่ำให้หมดเกลี้ยงนะคะ?
• พยายามเลี่ยงการให้รางวัลลูกด้วยอาหารเพราะมันอาจจะสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่ออาหารค่ะ ควรให้รางวัลลูกรักด้วยการชมหรือกอดดีกว่านะคะ
• ให้ลูกน้อยเลือกอาหารที่หลากหลายโดยที่รวมอาหารที่ลูกชอบในตัวเลือกด้วย คุณแม่ควรให้ลูกเลือกเองแต่ถ้าลูกไม่เลือกอะไรเลยก็ให้ยอมรับการตัดสินใจของลูก เจ้าตัวน้อยจะหม่ำมากขึ้นเพื่อทดแทนแคลอรี่ที่เสียไปในมื้อถัดไป หรือวันถัดไปเองค่ะ
• ป้อนอาหารที่หลากหลายให้ลูก ถ้าลูกน้อยไม่ชอบอะไรเลยให้คุณแม่ลองใหม่ในครั้งหน้า ทารกอาจไม่คุ้นเคยกับรสชาติหรือเนื้อของอาหาร ดังนั้นลูกน้อยอาจต้องลอง 10 ถึง 15 ครั้งจนกว่าจะบอกได้ว่าหนูชอบอาหารรึเปล่า
• ถึงแม้ว่าคุณแม่จะพยายามเพิ่มอาหารในเมนูของลูกรักแต่ก็ควรป้อนธัญพืชเสริมธาตุเหล็กให้ลูกด้วย การให้ลูกหม่ำธัญพืชจะทำให้คุณแม่แน่ใจได้ว่าลูกน้อยได้รับธาตุเหล็กซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อพัฒนาการ และการเจริญเติบโต
• สร้างบรรยากาศที่ดีในเวลาอาหารโดยทำสิ่งแวดล้อมให้ผ่อนคลาย


อาหารเพิ่มพลังงาน


อาหารเจ้าหนูวัยนี้ นอกจากมีนม และอาหาร 5 หมู่ที่ครบถ้วนแล้ว คุณแม่ควรเน้นอาหารที่ให้พลังงานแก่ลูก
โดยจะต้องกะให้พอดีๆ ไม่มากไป ไม่น้อยไป เพราะเด็กแต่ละคนก็ใช้พลังงานไม่เท่ากัน เติบโตไม่เท่ากัน กิจกรรมที่ทำ ก็ไม่เท่ากันอีก แล้วถ้าจะให้หม่ำมากไปก็ไม่ดี แล้วถ้าสังเกตให้ดีๆจะพบว่าเด็กยุคนี้มักจ้ำม่ำ จะมองว่าน่ารักก็ใช่ แต่จะว่าไปก็คงไม่ดีแน่ในอนาคต เพราะมีปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะถ้าปล่อยให้ร่างกายได้รับอาหารที่มีพลังงาน มากเกินไป ก็ทำให้ลูกตกอยู่ในภาวะอ้วนเกินมาตรฐานได้ทั้งสิ้น ดังนั้น ต้องหามาตรการควบคุมเรื่องอาหารให้ดี
เริ่มจากการให้ลูกได้กินอาหารที่หลากหลายในแต่ละมื้อ เพื่อช่วยให้ได้สารอาหารครบถ้วน โดยคำนึงถึงสารอาหารหลักให้มีอยู่ 3 ชนิด คือ พลังงาน โปรตีน และธาตุเหล็ก
พลังงาน จากคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว กล้วย มันฝรั่ง ซีเรียล หรืออาหารเสริมจากธัญพืช ส่วน ไขมัน ได้จากน้ำมันพืช ไขมันที่ติดอยู่ในเนื้อสัตว์ นม เนย
โปรตีน จากไข่ เนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว
เหล็ก จากตับ ไข่แดง เนื้อสัตว์ ถั่ว ซีเรียล หรืออาหารเสริมสำเร็จรูปที่เสริมธาตุเหล็ก


เล่นสนุกกับอาหารผัก


การทำงานเป็นเรื่องสำคัญของผู้ใหญ่ การเล่นก็เป็นเรื่องสำคัญของลูกเช่นกัน การเล่นสำรวจเป็นการทำงานอย่างหนึ่ง ของสมอง ยิ่งได้เล่นมากครั้งเท่าใด ก็ยิ่งเรียนรู้แล้วก็ฉลาดมากขึ้นเท่านั้น จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับสิ่งรอบตัวด้วย แม้แต่กับอาหาร แม้คุณแม่จะทำใจยอมรับกับความเลอะเทอะได้ยาก แต่เพื่อแลกกับการพัฒนาสมองลูกก็ถือว่าคุ้มนะคะ แค่ตามเช็ดตามถู ทำความสะอาดตามหลังเท่านั้นเอง แล้วถ้าจะไม่ให้เลอะมาก มองหาอาหารผักที่ค่อนข้างแข็งขึ้นสักนิด ไม่นิ่ม ไม่เหลวเละมาให้ลูกได้เล่นก็ช่วยผ่อนแรงคุณแม่ได้เยอะ ดังนี้

เตรียมอาหารผักเป็นแท่งๆ หรือ Finger food หลากสี เช่น แครอทต้มสีส้ม มันเทศสีม่วง แตงกวาสีเขียว ฟักทองสีเหลือง บีทรูทสีแดง มันฝรั่งสีเหลือง หรืออื่นๆ
นำผักหลากสีที่จัดเตรียมไว้มาหลอกล่อให้ลูกคืบคลานเข้ามาหา โดยคุณแม่ถือผักสัก 2-3 ชิ้นในมือ แล้วหลอกล่อลูกก็ได้ค่ะ ลูกจะได้เลือกหยิบผักสีที่ถูกใจเอง
ลูกจะสนใจสีสันของผัก แล้วจะยื่นมือมาไขว่คว้า จึงเท่ากับเป็นการฝึกลูกจับอาหารหม่ำเองอีกด้วย
อย่าหลอกมากไปจนลูกไขว่คว้าผักไม่ได้ เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกหงุดหงิด ขัดอกขัดใจไปเปล่าๆ ควรปล่อยให้ลูกคืบคลานเข้ามาคว้าได้เอง ได้ทุกชิ้นยิ่งดี
ปรบมือชมเชยลูกเมื่อลูกไขว่คว้าผักได้ชิ้นหนึ่ง จากคุณแม่ทำเสียงเชิญชวน เช่น หม่ำผักกันดีกว่า
ลูกจะนำผักเข้าปากหม่ำเอง แต่ถ้าลูกยังไม่หม่ำ คุณแม่ก็ชวนลูกเล่นเกมเลียนแบบกินผัก เช่น คุณแม่ถือแครอทกินคำหนึ่งให้ลูกกินคำหนึ่งตาม คุณแม่หม่ำเล่นๆบ้างก็ได้ แต่ให้ลูกหม่ำจริง
จัดมุมหม่ำมุมเล่นกับอาหารโดยเฉพาะ เป็นมุมที่เช็ดถูได้ง่าย ไม่กว้าง จะได้ไม่ต้องเช็ดถูกันจนเหนื่อย เพราะถึงอย่างไรก็ต้องให้ลูกหม่ำอาหารอื่นด้วย
ทุกครั้งที่ให้ลูกหม่ำอย่าลืมยื่นช้อน ชาม จาน แก้วน้ำให้ลูกได้เล่นสำรวจ เพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อน ถ้ากลัวว่าลูกห่วงเล่นจนหม่ำได้น้อย ก็หาช้อน ชาม 2 ชุด ชุดหนึ่งให้ลูกจับเล่น อีกชุดให้คุณแม่ใช้ป้อนลูกได้เลย


เสริมปลาพัฒนาสมอง


พอเอ่ยถึง “ปลา” หลายท่านนึกไปถึงเนื้อขาวๆ นุ่มๆ เหมาะกับการบดยี ทำอาหารให้ลูกหม่ำ แต่หลายท่านก็คิดถึงคุณประโยชน์อันมีอยู่มากมายของปลาด้วย เพราะเนื้อปลานอกจากจะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ ช่วยลดปริมาณไขมันในเลือด ที่สำคัญปลายังมีประโยชน์ต่อสมองไม่น้อยหน้าอาหารชนิดอื่นด้วยค่ะ เพราะปลามีกรดไขมันที่สำคัญต่อการพัฒนาสมอง ช่วยส่งเสริมให้ลูกเกิดการเรียนรู้ที่ดีตามมาภายหลัง นอกจากนี้ ปลาส่วนใหญ่ที่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง จะช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ปลาทะเลต่างๆจะมีธาตุไอโอดีน ป้องกันภาวะขาดสารไอโอดีน เป็นต้น ดังนั้น มาส่งเสริมให้ลูกได้รับปลาเป็นอาหารเสริมกันบ่อยยิ่งขึ้นด้วยเคล็ดลับสำหรับการทำปลาเป็นอาหารเสริมน่าหม่ำสำหรับเจ้าตัวเล็ก ดังนี้

คุณแม่สามารถให้อาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อปลากับลูกได้ตั้งแต่วัย 8 เดือนขึ้นไป
ควรเริ่มที่ปลาน้ำจืดก่อนปลาทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกิดอาการแพ้
ควรเลือกปลาเนื้อนิ่ม ก่อนให้ควรลอกหนังปลาออกเอาแต่เนื้อ และเลาะก้างออกให้หมด แล้วใช้นิ้วมือที่สะอาด ยีดูอีกครั้งว่ายังมีก้างอยู่หรือไม่
ส่วนการปรุงปลาควรใช้วิธีต้มหรือนึ่ง ควรใส่ปลาในหม้อขณะน้ำกำลังเดือด แล้วใส่น้ำส้มสายชูเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เหม็นคาว เมื่อนึ่งปลา ควรนำปลาใส่ตะแกรง ใช้น้ำมะนาวผสมเกลืออย่างละครึ่งช้อนชาทาให้ทั่วตัวปลา เพื่อไม่ให้ปลาแตกเละ ปลาทะเลอย่างปลาคอด ปลาแซลมอน ก็สามารถเสริมให้กับลูกได้บ้างเช่นกัน โดยเริ่มให้ปริมาณเล็กน้อยก่อน และเพิ่มขึ้นเมื่อลูกโตขึ้นตามลำดับ

เมนูแนะนำ

ลูกแข็งแรงดี ด้วยอาหารสะอาด


เรื่องความสะอาดของอาหารเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเลือกอาหารดีๆ เพื่อลูกทุกคำที่ป้อน จึงต้องให้สะอาดที่สุด ปลอดภัยที่สุด แล้วน่าหม่ำที่สุด จึงมีข้อแนะนำในการเตรียมอาหารให้ถูกหลักสุขอนามัยเพื่อลูกน้อย ดังนี้

ซื้ออาหารสดๆใหม่ๆจากร้านที่สะอาดได้มาตรฐาน ถ้าซื้อหมูสับเนื้อไก่ผักผลไม้จากซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องดูสีดูลักษณะดูว่ามีกลิ่นที่ผิดปกติ หรือไม่ รวมทั้งดูวันที่ผลิตวันหมดอายุ
เตรียมแผนซื้อของสดให้ดี เลือกซื้อจากร้านใกล้บ้าน ใช้เวลาเดินทางไม่มาก ถ้าต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่าจะถึง ควรมองหาบรรจุภัณฑ์ถนอมอาหารให้อยู่ได้นาน ไม่งั้นอาหารอาจเสียได้
เก็บอาหารสดๆ ให้ดี ที่เก็บต้องสะอาด ตู้เย็นต้องให้เย็นพอ อย่างน้อย 5 องศา หรือติดลบในช่องฟรีซ แล้วก็อย่าเปิดตู้เย็นบ่อยๆจนความเย็นลดลง เพราะเชื้อแบคทีเรียข้างนอกเข้ามาเติบโตในนี้จนอาหารบูดได้
ถ้าจะเก็บเนื้อสัตว์ไม่ควรเกิน 2 วัน ถ้าซื้อมาแล้วยังไม่ได้ทำ ควรล้างให้สะอาด แล้วแบ่งเก็บใส่ในภาชนะที่แช่เข็งได้ เก็บไว้ในช่องแช่แข็ง โดยเขียนวันที่กำกับ และอย่าแช่นานเกิน ส่วนเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก ถ้าจะเก็บในตู้เย็นต่อก็ไม่ควรนานเกิน 3- 4 วัน
ถ้านำอาหารจากช่องแช่แข็งแล้ว ให้ใช้ไมโครเวฟละลาย หรือไว้ในช่องเย็นธรรมดา พอเย็นน้อยลงแล้วก็นำออกมาทำให้สุกใหม่อีกก่อนให้ลูกหม่ำ ไม่ควรนำออกมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง แล้วนำไปให้ลูกรับประทานเลย
อาหารแห้งๆที่เก็บในตู้เย็นก็อาจมีราขึ้นได้ง่าย เช่น ขนมปัง กุนเชียง ถ้าหม่ำเข้าไปก็เป็นอันตรายได้ ดังนั้นถ้าจ๊ะเอ๋กับเชื้อราเข้าให้ ต้องทิ้งไป อย่าเสียดายเป็นอันขาด
เวลาเตรียมอาหารต้องล้างมือให้สะอาด อย่าใช้ผ้าเช็ดมือผืนเดียวกันเช็ดซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือก็อย่าใช้ผ้าเช็ดโต๊ะมาเช็ดมือ หรืออย่าเช็ดมือกับผ้าที่ใช้จับของร้อนนะคะ เพราะผ้าเหล่านี้จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
ภาชนะในครัวทุกชิ้นต้องล้างให้สะอาด ด้วยน้ำยาล้างจาน อย่าใช้ผงซักฟอกเชียว ล้างแล้วก็อย่าวางกับพื้น ต้องเก็บในชั้นวางให้ผึ่งอากาศจนแห้ง แล้วเก็บเข้าตู้ หรือที่มีฝาครอบปิด ป้องกันแมลงวัน หนู แมลงสาป จิ้งจก
ดูแลพื้นที่ในครัวให้สะอาดที่สุด อาหารสดอื่นที่เตรียมไว้ อย่าให้มาสัมผัสอาหารที่สุกแล้ว นอกจากนี้ควรเก็บเศษอาหาร หรือทิ้งใส่ถังขยะให้มิดชิด จะได้ไม่เป็นแหล่งเพาะของแมลงวัน แมลงสาป หนู

finger food ฝึกเคี้ยวกับอาหารมือถือ


ลูกวัย 8 เดือนขึ้นไปไม่ต้องมีใครมาช่วยพยุงก็นั่งได้เองแล้ว ส่วนนิ้วโป้งนิ้วชี้ก็หยิบจับได้ถนัดหมด แถมหยิบได้ก็มักเข้าปากอีก อย่างนี้ต้องเจอกับ Finger food หรืออาหารที่เป็นแท่งให้หยิบจับขึ้นมาหม่ำแทน เป็นสูตรปราบอาการคันเหงือก เพราะฟันกำลังขึ้นอย่างได้ผล เพราะเมนู Finger food จะช่วยบริหารเหงือก ฝึกทักษะการบดเคี้ยวก่อนที่ฟันจะขึ้น และได้ฝึกใช้กรามบดเคี้ยว ไม่อยากให้ลูกมีปัญหาบดเคี้ยวในอนาคต เลือกเมนู Finger food โดยพิจารณาหลักเกณฑ์ ดังนี้

เลือกอาหารที่กินง่าย กลืนง่าย ไม่ทำให้ลูกสำลัก ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องกินด้วยตัวเองได้
ควรมีชิ้นขนาดกว้างยาวเท่านิ้วก้อยเรา เป็นแท่งเดียวกันตลอดชิ้น ไม่แยกส่วนกัน ถ้าจะใช้ถั่วฝักยาว ก็ต้องเอาเมล็ดออกก่อนไม่ให้เมล็ดติดคอลูก
ต้องไม่แข็ง กัดแล้วไม่เป็นก้อนติดคอ เนื้อต้องนุ่ม หรือละลายในปากได้ เช่น ขนมปังนิ่ม ฟักทองนึ่ง เลือกที่มีรสจืดไม่หวาน ไม่จำเป็นต้องปรุงรส เพื่อป้องกันลูกติดรสชาติ
หั่นผักและผลไม้สีสันเป็นแท่ง เช่น มะละกอสุก แคนตาลูป แอปเปิ้ล กล้วย แตงกวา แครอท ฟักทอง ฯลฯ
ยื่น Finger food ให้ลูกก่อนมื้ออาหาร หรือให้ในช่วงเวลาที่ลูกเริ่มหิว เขาจะยอมหม่ำแต่โดยดี ยิ่งช่วงกำลังคันเหงือก คันฟัน แค่ได้กัดๆเพลินๆก็คุ้นเคยกับผักผลไม้กันแล้ว แถมยังทำให้กินผักง่ายขึ้นอีกต่างหาก
ให้ Finger food แทนมื้อว่างยามบ่ายจะได้ผลดี ถ้าลูกไม่ชอบ ไม่อยากถือ ไม่อยากหม่ำก็ไม่เป็นไร แค่เขาได้หยิบจับตอนนี้ เดี๋ยวก็อยากหม่ำขึ้นมาเองทีหลัง
พก Finger food ติดกระเป๋าตอนไปเที่ยวนอกบ้านด้วยก็ได้ เพราะพกสะดวก ลูกจะเล่นก็ได้ หม่ำก็ได้ ถูกอกถูกใจลูกวัยซน 8 เดือนขึ้นไปอย่างแน่นอน เมนูแนะนำคลิกที่นี่ค่ะ>>



เจ้าตัวเล็กพร้อมที่จะใช้ช้อนหรือยัง


มือและนิ้วเป็นตัวช่วยที่ดีในการทานอาหารของเจ้าตัวเล็ก แต่พอเริ่มโตขึ้นลูกจะสนใจใช้ช้อนส้อมเหมือนกับคุณ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพร้อมหรือยังที่จะใช้ช้อน เมื่อลูกคุณอายุประมาณ 8 เดือน จะเริ่มใช้มือได้คล่องขึ้น แม้จะยังเอาช้อนเข้าปากได้ไม่ดีนักแต่ก็ต้องปล่อยให้ลูกได้ลองใช้ช้อนตักอาหารทานเอง วิธีนี้ อาจจะต้องเลอะเทอะกันบ้าง เพราะช่วงแรกๆของการทานอาหารโดยใช้ช้อนมักจะหกเลอะพื้นมากกว่าเข้าปาก ดังนั้น เพื่อป้องกันคราบเปรอะเปื้อน ลองหาผ้ามาปูรองโต๊ะและเก้าอี้ที่ลูกนั่งทานอาหาร ถึงจะเลอะเทอะไปบ้างก็ไม่เป็นไร ในที่สุด ลูกก็จะรู้จักการทานอาหารด้วยตัวเอง


คุณจะช่วยลูกได้อย่างไรบ้าง
  • ใช้ช้อน 2 คัน คุณถือช้อนคันหนึ่ง ให้ลูกถืออีกคัน ทำให้ลูกดูว่าใช้ช้อนอย่างไร ลูกจะเลียนแบบคุณ แต่ถ้าลูกพยายามจะแย่งช้อนจากมือที่คุณถือ ให้หยิบช้อนของลูกที่มีลวดลายน่ารักให้ลูกถือแทน

  • ให้ทานอาหารที่ตักง่าย ให้ลูกทานอาหารที่ง่ายต่อการใช้ช้อนตัก ลูกจะได้ไม่หงุดหงิดกับการใช้ช้อน เลือกอาหารที่เหมาะสำหรับเด็กเตาะแตะ อาหารจะถูกปากกว่าและจะช่วยให้ลูกทานอาหารได้ดีขึ้น

  • เลือกช้อนส้อมให้ถูกประเภท เลือกช้อนส้อมที่มีด้ามใหญ่และนุ่ม เพื่อให้ลูกจับได้ง่าย ส้อมต้องไม่แหลมและจาน ต้องมีขอบโค้งเพื่อให้ตักได้ง่าย ถ้ามีตัวดูด (suction cup) ใต้จานด้วยจะช่วยให้จานติดแน่นกับที่

  • อย่าใช้ช้อนส้อมแบบใช้แล้วทิ้ง ช้อนส้อมแบบใช้แล้วทิ้งหักง่าย อาจติดคอลูกได้ และยังคมอาจทำให้ลูกเจ็บได้





เด็กสามารถกินอาหารอะไรได้บ้าง

หัดให้กินอาหารนุ่มๆ ชิ้นเล็ก
จากที่คุณแม่ได้ป้อนอาหารชิ้นเล็กให้ลูกน้อยทานในช่วงวัยขั้นที่ 3 นั้น ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกน้อยเอร็ดอร่อยกับเมนูจานนี้ ลองเริ่มกินอาหารนุ่มๆ ชิ้นเล็กๆ ก่อน เพื่อเลี่ยงไม่ให้อาหารติดคอ เพราะลูกน้อยยังเคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดนัก
*** ตอนนี้ คุณแม่ยังช่วยเสริมให้ลูกน้อยรับรู้รสชาติใหม่ๆ จำพวกอาหารเสริมธัญพืชและแป้ง เช่น มะเขือเทศชิ้นเล็กๆ พาสต้า ชิ้นเล็กๆ ข้าว ข้าวโพด แป้งหมี่ เป็นต้น

ให้ทานไข่แดง
จากที่ได้ลองทานเนื้อสัตว์และเนื้อปลาในช่วงวัยขั้นที่ 2 แล้ว ลองให้ลูกน้อยทานไข่แดงได้ ซึ่งเป็นอาหารที่มีโปรตีนอีกหมวดหนึ่ง

ปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน
อย่ากินเกินครึ่งฟอง สัปดาห์ละสองครั้ง

จะผสมไข่แดงให้ลูกน้อยกินอย่างไร
คุณใช้ไข่ต้ม 1 ฟอง ใช้ส้อมบดให้ละเอียดผสมกับเนื้อหมู แล้วนำไปใส่กับซุปหรือซุปผสมผัก
เมื่อคุณแม่ให้ลูกน้อยทานไข่แดงแล้ว ในวันนั้นก็ไม่ต้องป้อนเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลาแล้ว เพราะลูกน้อยจะได้รับปริมาณโปรตีนเพียงพอแล้ว

*ยกเว้นลูกน้อยมีอาการแพ้

ผลไม้และผักชนิดใหม่ๆ
ไม่กี่เดือนข้างหน้า คุณแม่จะเห็นว่า ลูกน้อยมีความสุขที่ได้ลิ้มลองรสชาติต่างๆที่ไม่เคยลองทั้งรสชาติผักและผลไม้ชนิดต่างๆ
คุณยังต้องให้ลูกน้อยกินผักที่ปรุงสุกและผลไม้สุก

ผักปรุงสุก เช่น ต้นกระหล่ำดอก ผักกาดขาว
ผลไม้สุก เช่น สับปะรด มะม่วง

*ยกเว้นลูกน้อยมีอาการแพ้

ทั้งเนื้อสัตว์ และเนื้อปลา เป็นสิ่งที่คุณจะต้องรู้
การที่คุณหัดให้ลูกน้อยกินเนื้อสัตว์และเนื้อปลา นับเป็นภารกิจสำคัญในช่วงวัยขั้นที่ 3 นี้ ซึ่งจะเป็นการฝึกลูกน้อยให้เคี้ยวอาหารแข็งๆได้ดี

หากถามว่าทำไมคุณต้องฝึกน้องให้กินแบบนี้ด้วยหล่ะ?
นั่นเป็นเพราะเนื้อสัตว์และเนื้อปลาอุดมด้วยโปรตีนที่เป็นประโยชน์กับร่างกายในการสร้างสมดุลพัฒนาการลูกน้อยและอาหารการกิน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างร่างกายลูกน้อยให้เติบโตแข็งแรง (กระดูก กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆ)
รวมถึงช่วยฝึกลูกน้อยได้คุ้นเคยกับรสชาติใหม่ๆและสร้างสุขลักษณะการกินดีมีสุข

คุณควรให้ลูกน้อยกินมากน้อยแค่ไหน
 ลูกน้อยกินเนื้อสัตว์ และเนื้อปลาน้อยๆ ปริมาณที่พอให้ลูกน้อยได้อิ่ม 10-15 กรัม ต่อวัน (ประมาณ 2-3 ช้อนชา)

เกร็คเล็กๆน้อยๆ:
 คุณควรเลือกเนื้อสัตว์ชนิดไม่มีมันติด เช่นเนื้อลูกวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู เป็นต้น เลือกปรุงด้วยวิธีนึ่งเนื้อสัตว์ บดให้ละเอียดและผสมกับซุปผัก
 สำหรับเนื้อปลา คุณควรเลือกชิ้นบางยาวที่สุด ให้คนขายปลาแล่เป็นชิ้นบางยาว(ตามเห็นสมควร) เช่น ปลาช่อน ปลาลิ้นหมา ปลาทับทิม ปลานิล ปลากะพง เป็นต้น ต้มน้ำซุปจากปลา หรือนึ่งโดยไม่ใส่น้ำมัน
  บดปลาด้วยซ้อม และแน่ใจว่าไม่มีก้างปลา แล้วผสมปลาบดกับซุปผัก
 ควรฝึกให้ลูกน้อยกินเนื้อสัตว์และเนื้อปลา วันละ 1 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็น มื้อไหนก็ได้ที่สะดวกที่สุดสำหรับคุณ

อาหารในช่วงวัยขั้นที่ 3


*** ตอนนี้ คุณแม่ยังช่วยเสริมให้ลูกน้อยรับรู้รสชาติใหม่ๆ จำพวกอาหารเสริมธัญพืชและแป้ง เช่น มะเขือเทศชิ้นเล็กๆ พาสต้า ชิ้นเล็กๆ ข้าว ข้าวโพด แป้งหมี่ เป็นต้น
 ผักปรุงสุก เช่น ต้นกระหล่ำดอก ผักกาดขาว
 ผลไม้สุก เช่น สับปะรด มะม่วง
ไข่แดงครึ่งลูก สัปดาห์ละสองครั้ง
เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู
เนื้อปลา เช่น kurauปลาทับทิมปลานิล
*ยกเว้นลูกน้อยมีอาการแพ้

มื้อเช้า มื้อสำคัญที่สุดของวัน

หลังจากที่ลูกน้อยได้นอนหลับสนิทตลอดคืน ดังนั้นอาหารมื้อเช้าจึงเป็นช่วงเวลาจำเป็นที่สุดสำหรับลูกน้อย เพราะจากที่ไม่ได้ทานอะไรเลยมาทั้งคืน คุณแม่ควรให้ลูกน้อยทานแต่ของกินที่มีประโยชน์เพื่อเริ่มต้นวันใหม่อย่างแจ่มใส และตัวคุณเองก็ยังไม่สายเกินไปที่จะสร้างสุขลักษณะนิสัยการกินที่ดีด้วยการหันมากินมื้อเช้าเพื่อเติมพลังและสร้างสมดุลให้กับร่างกาย

อาหารเสริมธัญพืชหลากรสชาติ ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย
อาหารเสริมธัญพืชที่คุณป้อนให้ลูกน้อยกิน คือ คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ ที่ช่วยให้ลูกน้อยทำกิจกรรมต่างๆได้ตลอดทั้งวัน

เวลาอาหารว่าง อาหารมื้อที่สามของวัน

อาหารว่างจัดเป็นแหล่งคุณค่าสารอาหารที่สำคัญ เพื่อช่วยลูกน้อยเติบโตสมวัย ไม่ต่างจากคุณประโยชน์ของมื้อเช้า เพราะเมื่อลูกน้อยนอนกลางวัน เท่ากับว่าลูกน้อยได้รู้สึกผ่อนคลาย นับเป็นช่วงจังหวะดีที่สุดที่คุณแม่จะจัดอาหารการกินให้ลูกน้อย

คุณคิดว่าจะเตรียมอะไรให้ลูกน้อยทานเป็นอาหารว่าง
 คุณแม่ลองป้อนอาหารเสริมธัญพืช3-4 ช้อนซุป หรือ ขนมปังร่วน 2 ชิ้นเล็กๆ เพื่อช่วยยืดเวลาอาหารเย็นให้ยาวออกไป
ให้ทานผลไม้ด้วยนะคะ ด้วยกรรมวิธีบดละเอียดหรือทำเป็นน้ำผลไม้ เพราะผลไม้เป็นแหล่งคุณค่าอาหารจำพวกเกลือแร่และวิตามินที่สำคัญ และมีให้เลือกหลากหลายรสชาติ และลูกน้อยเอร็ดอร่อยกับรสชาติเนื้อผลไม้

มื้อเย็น มื้อสุดท้ายของวัน

เมื่อลูกน้อยเติบใหญ่ขึ้น เขายิ่งมีกิจกรรมมากขึ้นทุกวันๆ ดังนั้นในช่วงเย็นคุณจึงต้องให้ลูกน้อยทานอาหารที่เหมาะสมกับกิจกรรมที่เขาได้ทำตลอดวัน
ลองมาดูมื้อเย็นกันสิว่าปริมาณอาหารที่ควรแนะนำให้ลูกน้อยทานจะต้องมีคุณประโยชน์เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารครบครันในแต่ละวัน

คุณแม่ควรใส่ใจเป็นพิเศษกับอาหารการกินของลูกน้อยที่มีคาร์บอไฮเรตเป็นส่วนประกอบสำคัญหลัก เช่น พลาสต้าชิ้นเล็กๆ ข้าว มะเขือเทศ เส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ดี ซึ่งจะช่วยลูกน้อยนอนหลับสบาย
ควรปิดท้ายมื้ออาหารด้วยผลไม้บด แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลูกน้อยหิวแค่ไหน

อย่าลืมกิจวัตรในช่วงค่ำ
คุณแม่ควรเตรียมอาหารให้พอเหมาะพอดีกับความต้องการของลูกน้อยเพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยและยังช่วยให้ลูกน้อยหลับสบายตลอดคืน แต่นี่ก็ยังไม่เพียงพอ ลูกน้อยของคุณจะมีกิจวัตรที่ต้องใส่ใจดูแล ลองอ่านนิทานลูกน้อยฟัง ฟังดนตรีหรือเพลงกล่อมเด็ก แสงไฟอ่อนๆ ปล่อยให้ลูกน้อยซุกตัวนอนในผ้าห่ม และทำเป็นประจำทุกๆ คืน เพื่อช่วยสร้างนิสัยที่ดีในการนอน

     

    Copyright 2009 www.nestlebaby.com/th Dear Mom Program – All rights reserved.