เพื่อบ่มเพาะสุขลักษณะการกินที่ดี โดยคุณแม่ได้แสดงให้ลูกน้อยเห็นตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงอาหารการกิน ตามด้วยคำแนะนำจากนักโภชนาการของเรา
พยายามป้อนอาหารที่หนูไม่ยอมหม่ำ
ถ้าลูกรักทำหน้าเบี้ยวเมื่อหม่ำอาหารครั้งแรกคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ ลูกแค่บอกคุณแม่ว่าหนูไม่รู้จักอาหารซึ่งเป็นของแปลกใหม่เท่านั้นเอง
เด็กทารกมักจะปฎิเสธอาหารไว้ก่อนค่ะ ที่จริงแล้วการวิจัยแสดงให้เห็นว่าทารกจะตัดสินใจได้ว่าชอบอาหารหรือไม่หลังจากที่ได้ลองอาหารนั้น 10 ถึง 15 ครั้งแล้ว ดังนั้นคุณแม่ต้องอดทนค่ะ
นี่คือเคล็ดลับที่จะทำให้คุณแม่ให้ลูกรักลองอาหารใหม่ๆได้ค่ะ
• ลองให้ลูกหม่ำอาหารใหม่ไปพร้อมกับอาหารเดิมๆ ลองผสมสองอย่างเข้าด้วยกันก็ได้ค่ะ อย่างเช่นถ้าลูกรักชอบกล้วยก็ให้ลูกลองหม่ำพีชโดยผสมกับกล้วยค่ะ
• เมื่อคุณแม่ให้ลูกลองของใหม่รอจนลูกเปิดปากเองก่อนนะคะ แล้วค่อยๆเอาปลายช้อนไปแตะปากของลูก
• ทำให้การหม่ำเป็นประสบการณ์ที่ดี อย่าบังคับลูกนะคะ
• เคารพสัญญาณต่างๆจากลูก หยุดเวลาที่ลูกพอแล้ว ถึงแม้ว่าลุกรักจะหม่ำไปแค่นิดเดียวก็ตาม
• เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ถ้าคุณแมทำจมูกย่นกับอาหารบางประเภทและไม่ยอมรับประทาน ลูกก็จะทำตามค่ะ
เคล็ดลับสำหรับหนูน้อยเลือกทาน
ตอนนี้ทารกน้อยของคุณแม่ได้เติบโตขึ้นมาเป็นหนูน้อยวัยหัดเดินแล้ว ! ลูกน้อยหัวเราะได้ โบกมือ “บาย-บาย” ได้ และก็อาจชอบบอกว่า “ไม่” กับอาหารเกือบทุกชนิดที่คุณแม่ทำมาให้ ถ้าคุณแม่ฟังแล้วคุ้นๆกับเรื่องนี้ เรามีเคล็ดลับมาให้คุณแม่เพื่อหนุหน้อยช่างเลือกมาฝากค่ะ
• ให้ลูกน้อยได้เลือก ให้ลูกได้ลองผักและผลไม้บด, ธัญพืชที่ไม่ผ่านการสีชนิดต่างๆ, ผลิตภัณฑ์จากนมเช่นชีส และโยเกิร์ต รวมทั้งเนื้อสัตว์สับละเอียดต่างๆ
• พยายามต่อไปค่ะ อาหารที่ลูกไม่ยอมหม่ำวันนี้ลูกอาจจะยอมหม่ำพรุ่งนี้ก็ได้นะคะ ลูกน้อยอาจจะต้องลองหลายครั้งกว่าจะยอมรับอาหารชนิดใหม่ได้ อย่าให้ลูกหม่ำแต่สิ่งที่ลูกท่าทางจะชอบนะคะ พยายามเพิ่มประสบการณ์ให้ลูกโดยการให้ลองหม่ำของใหม่ๆ หรือว่าทำอาหารที่ลูกน้อยคุ้นเคยในแบบที่ต่างออกไป เช่นให้ลูกหม่ำกล้วยบดกับวาฟเฟิล
• ทำอย่างสม่ำเสมอ ให้คุณแม่เสิร์ฟอาหารและขนมเป็นเวลาทุกวันค่ะ
• ลดสิ่งรบกวนรอบข้าง ถ้าห้องครัวยุ่งวุ่นวายจนเกินไป ลูกน้อยอาจจะสนใจกับกิจกรรมรอบข้างมากกว่าการหม่ำค่ะ
• มีความคิดสร้างสรรค์ หนุน้อยวัยหัดเดินชอบสีสันสดใสและรูปร่างที่น่าสนใจ ล่อให้ลูกน้อยหม่ำโดยการให้ลองอาหารที่มีสีสันสวยงามเช่นเมลอน หรือชีสที่ตัดเป็นรูปร่างต่างๆโดยใช้ที่ตัดคุ๊กกี้
• ให้หนูหม่ำเอง ให้เจ้าตัวน้อยกำหนดเองว่าจะหม่ำยังไง คุณแม่สามารถปูแผ่นพลาสติกหรือผ้าผืนใหญ่ๆบนพื้นเพื่อกันหกได้ค่ะ ถ้าเจ้าหนูอยากลองใช้ช้อนก็เอาเลยค่ะ ลูกอาจจะเอาช้อนเข้าปากไม่ได้ทุกครั้งแต่ถ้าคุณแม่มีช้อนอีกคันก็สามารถสลับช้อนที่เต็มขอบคุณแม่กับช้อนว่างของลูกได้ค่ะ
• ยอมให้ลูกได้เล่นบ้าง มันบดราดซอสแอปเปิ้ลอาจจะดูน่าหม่ำขึ้นหลังจากที่ลูกใช้มันวาดรูปก่อนก็ได้นะคะ
• ให้ลุกรักได้ทดลอง ถ้าลูกน้อยอยากใช้ชีสจิ้มพีชก็ให้ลูกลองดูค่ะ ของอร่อยสำหรับลูกอาจจะไม่อร่อยสำหรับคุณแม่ก็ได้
• พักไว้ก่อนก็ได้ค่ะ ถ้าเจ้าตัวน้อยไม่สนใจจะหม่ำ หรือทำท่าว่าจะอิ่มแล้ว เช่นปาอาหารเล่น ให้คุณแม่เช็ดตัวให้ลูกและหยุดให้ลูกหม่ำก่อนค่ะ
รับมือกับการที่ลูกหม่ำอาหารเพียงชนิดเดียว
บางครั้งลูกรักอาจยืนยันจะหม่ำอาหารเพียงชนิดเดียวเท่านั้น คุณแม่ไม่ควรกังวลมากเกินไปนะคะ แต่ก็พยายามให้ลูกลองอาหารชนิดอื่นๆไปเรื่อยๆ อย่างเช่นนำไก่สับราดซอสแอปเปิลวางบนจานที่มีอาหารอื่นๆด้วย บอกลูกด้วยน้ำเสียงธรรมดาว่าอาหารดูน่าทาน และคอยดูอย่างเฉยๆไม่เป็นกังวลนะคะว่าลูกจะทำอย่างไร ห้ามบังคับหรือใช้รางวัลมาล่อให้ลูกหม่ำนะคะ
แม้ว่าเวลาอาหารจะค่อนข้างมีอุปสรรค์มากในช่วงนี้ แต่ความอดทนของคุณแม่จะให้ผลตอบแทนที่ดีแน่นอนค่ะ คุณแม่จะช่วยวางรากฐานนิสัยการรับประทานที่ดีให้ลูกรักค่ะ
อาหารแข็งชนิดแรกของลูกน้อย
ลูกรักของคุณแม่น่าจะเริ่มหม่ำอาหารแข็งได้เมื่อหนูมีอายุประมาณหกเดือน ซึ่งบังเอิญตรงกับสองเหตุการณ์สำคัญ อย่างแรกคือธาตุเหล็กที่สะสมในตัวลูกน้อยกำลังลดลง และอย่างที่สองคือลูกมีความพร้อมในการพัฒนาในด้านต่างๆ ก่อนที่จะเริ่มให้ลุกรักหม่ำอาหารแข็ง ให้คุณแม่ปรึกษาคุณหมอก่อนนะคะ นอกจากนั้นคุณแม่สามารถใช้ คำถามเรื่องอาหารแข็ง ช่วยในการตัดสินใจว่าลูกรักจะเริ่มหม่ำอาหารแข็งได้หรือยังค่ะ
อาหารเสริมจากข้าวเป็นอาหารชนิดแรก
อาหารเสริมจากข้าวมักจะเป็นอาหารอย่างแรกที่แนะนำให้ใช้กับทารก อาหารเสริมนี้ทำจากส่วนผสมอ่อนๆ และเนื้อที่อ่อนนุ่มนั้นถูกพัฒนามาเพื่อเด็กทารกโดยเฉพาะ อาหารเสริมจากข้าวโอ้ตนั้นมักจะเป็นอาหารอย่างที่สองของลูกน้อยค่ะ
ให้คุณแม่รอประมาณสามวันหลังจากที่ให้ลูกลองหม่ำธัญพืชแต่ละประเภทเพื่อที่จะดูว่าลูกน้อยยอมรับมันได้หรือไม่ ให้สังเกตอาการแพ้ เช่นอาการท้องเสีย, ผื่น หรือ การอาเจียน ถ้ามีอาการใดเกิดขึ้นให้หยุดป้อนอาหารชนิดนั้นและติดต่อคุณหมอเด็กทันทีค่ะ ลองให้ลูกรักหม่ำธัญพืชชนิดผสม และธัญพืชผสมผลไม้ได้หลังจากที่ลูกหม่ำอาหารเสริมจากข้าว และข้าวโอ้ตได้แล้วเท่านั้นนะคะ
ผสมเลยค่ะ
อาหารแข็งคำแรกของลูกน้อยควรมีลักษณะไม่ต่างจากนมธรรมดานะคะ ให้คุณแม่ผสมธัญพืชหนึ่งช้อนโต๊ะกับนมแม่ หรือนมผง สี่หรือห้าช้อนโต๊ะ จนกว่าจะเหลวคล้ายซุปค่ะ
ได้เวลาแสดงแล้ว
เลือกที่จะให้ลูกเริ่มหม่ำอาหารแข็งเวลาที่ลูกน้อยอารมณ์ดี ตื่นเต็มที่ และหิวเล็กน้อย เวลาว่างๆนั้นดีที่สุดค่ะเพราะว่าคุณแม่จะได้ไม่ต้องรีบป้อนจนเกินไปค่ะ
• ใช้ช้อนที่เหมาะสม ใช้ชอนขนาดเล็กสำหรับทารกที่เคลือบผิวแล้วเพื่อปกป้องเหงือกอ่อนๆของลูกน้อย
• กันเปือนให้ลูก ใส่ผ้ากันเปื้อนขนาดใหญ่แบบที่ซักได้ให้ลูกรักด้วยนะคะ
• ถ่ายรูป เตรียมกล้องถ่ายรูป หรือกล้องวิดีโอให้พร้อมค่ะ
• ให้ลูกน้อยได้สำรวจ ลูกน้อยคงจะอยากลองจับช้อนอยู่แล้ว ดังนั้นคุณแม่ก็ควรวางอาหารเสริมธัญพืชไว้นิดหน่อยด้วย ลูกรักจะได้ลองใช้นิ้ว ”วาดรูป” ด้วยอาหารเสริมนั้น และทำความคุ้นเคยกับเนื้อของอาหารก่อนที่จะหม่ำ
• ก่อนที่จะเริ่ม ให้นมลูกก่อนเพื่อบรรเท่าความหิวของเจ้าตัวน้อย หนูจะได้ไม่หงุดหงิด อย่าลดเวลาการให้นมหรือปริมาณนมนะคะ เพราะเราจะได้แน่ใจว่าลูกรักได้สารอาหารเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตไม่ว่าลูกจะหม่ำอาหารแข็งหรือไม่ก็ตาม
• ให้ลูกรักลองหม่ำของใหม่! ให้ลูกลองหม่ำหนึ่งหรือสองช้อนชาก่อน หนึ่งหันหาเข้าหาลูกน้อยและถือช้อนให้ห่างประมาณ 12 นิ้วจากหน้าของลูก รอจนลูกรักหันมาสนใจก่อนที่จะเอาช้อนเข้าปากลูก สำหรับคำแรกให้คุณแม่แตะอาหารบนปากของลูกก่อนค่ะ ถ้าลูกรักยอมรับรสชาติได้ก็ให้คุณแม่ป้อนอีกคำเลยค่ะเมื่อลูกอ้าปาก ป้อนลูกรักให้เร็วเท่าที่ลูกต้องการเลยค่ะ
• พยายามให้หม่ำธัญพืชอีกครั้ง อย่าแปลกใจค่ะถ้าลูกรักคายอาหารคำแรกออกมา มันเป็นปฏิกิริยาทางธรรมชาติค่ะ ในที่สุดลูกรักก็จะกลืนอาหารมากกว่าที่จะคายออกมา ถ้าลูกน้อยไม่ชอบก็ให้หยุด และลองใหม่ในอาทิตย์หน้าค่ะ
• ตามด้วยนมแม่หรือนมผง หลังจากที่คุณแม่ป้อนธัญพืชให้ลูกแล้วก็ให้นมลูกตามเลยค่ะ
อาหารที่สมบูรณ์สำหรับเจ้าตัวน้อย
ทักษะการหม่ำของเจ้าตัวน้อยกำลังเพิ่มขึ้น และหนูก็เริ่มทำอะไรเองได้บนโต๊ะอาหารแล้ว คุณแม่จะสังเกตุได้ว่าลูกน้อยอาจมีอาหารที่ชอบเป็นพิเศษแล้ว และอยากที่จะควบคุมสิ่งที่หนูอยากหม่ำเอง
ควบคุมปริมาณที่ลูกหม่ำ
ให้ลูกได้หม่ำอาหารสามมื้อเล็กๆ และของว่างสองครั้งต่อวัน แต่อย่าคืดว่าลูกรักจะต้องทำตามตารางนี้เท่านั้นนะคะ ช่วยให้เจ้าตัวน้อยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารโดยการให้ลูกได้มีตัวเลือก และปล่อยให้ลูกตัดสินใจเองว่าจะหม่ำเท่าไหร่ นี่จะเป็นการสอนให้ลูกรู้จักความอยากอาหารของตัวเอง และเข้าใจสัญญาณความหิวและอื่มต่างๆ
เจ้าตัวน้อยอายุ 12 เดือนต้องการประมาณ 900 แคลอรี่ต่อวัน แต่อย่าแปลกใจนะคะถ้าลูกหม่ำได้น้อยกว่าตอนที่ลูกอายุ 12เดือนเพราะว่าอัตราการเติบโตของลูกกำลังลดลงค่ะ
โต๊ะอาหาร ช่วยหนูเจริญอาหาร
เมื่อลูกย่างเข้าขวบปีก็เริ่มหม่ำเองได้ เคี้ยวก็เก่ง หม่ำชิ้นเนื้อ ผักชิ้นเล็กได้เยี่ยม นั่งก็ได้ มือกำช้อนได้ดี ผ่านการเรียนรู้ เรื่องหม่ำก็มาก แล้วที่สำคัญเริ่มสนใจคนอื่น อยากปรับให้เข้ากับสังคมอีก เห็นโอกาสดีๆอย่างนี้อย่ารอช้า มาช่วยให้ลูกหม่ำได้ หม่ำดียิ่งๆขึ้นไป เริ่มด้วยการให้ลูกนั่งร่วมโต๊ะกับสมาชิกในบ้านนี่ล่ะได้ผลดี แล้วลูกก็แฮปปี้ที่สุด
ข้อคิดสะกิดความรู้
การให้ลูกนั่งร่วมโต๊ะ ถือเป็นการให้เกียรติลูก ลูกจะรู้สึกภูมิใจว่าตนเองก็เป็นผู้ใหญ่ จึงถือเป็นการฝึกในการเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยๆ ที่พร้อมจะหม่ำเหมือนกับคนในบ้านไปด้วย
ทำให้ลูกได้เห็นรูปแบบการกินของคนอื่น นำไปสู่การเลียนแบบ
ช่วยให้ลูกได้เรียนรู้มารยาท และได้เรียนรู้วิธีการหม่ำที่ถูกต้อง วิธีการปฏิบัติ
ตั้งเก้าอี้หม่ำของลูกไว้ข้างโต๊ะ อย่าให้จานชามอาหารของผู้ใหญ่อยู่ในรัศมีที่มือลูกเอื้อมถึง
จัดเมนูหลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ แต่มื้อแรกบนโต๊ะควรเป็นเมนูโปรดของลูกจะดีกว่า
ขณะหม่ำ คุณแม่ก็อย่าได้ไปเอ็ดลูก ดุลูกถ้าลูกไม่ยอมลองหม่ำอาหารใหม่ๆ เพราะยังไม่คุ้นเคย
อย่าทำเคร่งกับลูกให้ลูกหม่ำได้เร็วๆ เพราะจะทำให้บรรยากาศการกินเสียไป
เริ่มป้อนให้ลูกหม่ำสักครึ่งหนึ่งก่อน แล้วค่อยปล่อยให้ลูกลองหม่ำเอง
ใครที่นั่งร่วมโต๊ะกับเจ้าหนูก็ควรชี้ชวนให้เห็นวิธีตักอาหาร การส่งช้อนเข้าปากให้ลูกดู
เมื่อลูกตักหม่ำได้เอง ควรชมเชยในความพยายามของลูกด้วย
อย่าห่วงว่าลูกจะไม่ได้รับคุณค่าอาหาร ได้ปริมาณอาหารน้อย ถึงอย่างไรคุณแม่ก็ป้อนให้อยู่แล้ว
จัดให้ลูกนั่งร่วมโต๊ะอย่างนี้สักวันละครั้ง
ลูกจะหยิบ ตักเข้าปากสลับกับการเล่นอาหาร ควรปล่อยไปบ้างถ้าเห็นลูกยังเอาเข้าปากอยู่ แต่ควรจะให้ยุติการหม่ำ ถ้าเห็นการหม่ำของลูกกลายเป็นการเล่นไป
ข้อเตือนใจ
อย่าคาดหวังว่าลูกต้องหม่ำเรียบร้อยหมดเองทุกอย่าง หรือลูกมารยาทดีน่ารัก เพราะการให้ลูกร่วมโต๊ะ คือ การให้ลูกเรียนรู้ประสบการณ์ สัมผัสบรรยากาศ และวิธีกินอาหารของคนในบ้านเท่านั้น
ลูกมักสนใจเรื่องหม่ำอย่างอิสระยิ่งนัก จึงใช้เวลาหม่ำยืดเยื้อไปบ้าง เลอะไปบ้าง วุ่นวายไปบ้าง เพราะชอบใช้มือสำรวจอาหาร ต้องใจเย็นๆ ปล่อยให้ลูกทำ ถึงอย่างไรลูกก็ได้เรียนรู้เรื่องหม่ำได้ดียิ่งขึ้นแล้ว
โดยปริมาณอาหารเสริมที่ให้ในแต่ละช่วงวัยต้องให้เหมาะสม โดยช่วงวัยนี้ควรได้รับพลังงานจากอาหารเสริมในสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการพลังงานที่ได้รับทั้งหมด ที่สำคัญอย่าให้ลูกหม่ำจนพร่ำเพรื่อ ควรจัดตารางเวลาให้ลูกหม่ำ ขอยกตัวอย่างตารางนี้ ซึ่งคุณแม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

นิทานสนุก ชวนหนูอยากหม่ำ
“โอมเพี้ยง....นางฟ้าขอเสกให้เจ้ากระต่ายฟันดี มีเมนูแครอทแสนอร่อยหม่ำทุกวัน”
น้ำเสียงของคุณแม่ที่แสนเร้าใจ เรื่องราวนิทานที่เกี่ยวกับประโยชน์ของอาหาร หรือการใช้หุ่นมือ หุ่นนิ้ว ของเล่นประกอบการเล่า ย่อมสร้างความประทับใจให้เจ้าหนูอยากหม่ำขึ้นมาทันที
ลองมาโน้มน้าวให้ลูกมีนิสัยการกินที่ดีผ่านนิทานกันดีกว่า
เมื่อคิดทำเมนูที่มีประโยชน์ต่อลูก แล้วไม่มั่นใจว่าลูกจะหม่ำหรือเปล่า ลองใช้วิธีเล่านิทานดึงดูดใจให้ลูกสนใจหม่ำสิ เช่น มื้อเช้าอยากจะให้ลูกหม่ำแครอท หรือมะละกอ แบบเต็มใจไม่อิดออด หรือมีลีลามากเรื่อง คุณแม่ก็คิดแต่งเป็นนิทานสนุกๆ เล่าให้ลูกฟังระหว่างมื้ออาหาร หรือ ก่อนนอน เพื่อปลูกฝังนิสัยการหม่ำที่ดี เช่น “เจ้าหมีน้อยอยากมีพลังมากๆ เพื่อไปช่วยช้างน้อยที่หล่นลงไปในน้ำตก จึงต้องกินแครอทสีส้มสดๆ เพราะแครอทช่วยให้หมีน้อยแข็งแรง....” คุณแม่อย่าลืมสอดแทรกเรื่องของอาหารที่เตรียมให้ลูกเข้าไปด้วย ทำเสียงให้ฟังดูน่าตื่นเต้น ทำเสียงสัตว์น้อยใหญ่ต่างๆให้เร้าใจ เท่านี้ลูกก็หลงกลแล้ว เพราะเด็กส่วนใหญ่มักชอบฟังนิทานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งยังชอบเลียนแบบการหม่ำของตัวละครในนิทานอีกด้วย เชื่อได้เลยว่า ไม่นานลูกก็จะกลายเป็นเด็กที่ติดนิสัยชอบกินอาหารที่มีประโยชน์ไปโดยไม่รู้ตัว
ถ้าคุณแม่แต่งนิทานไม่เป็น หรือไม่มั่นใจในการแต่งนิทานให้เข้ากับอาหารที่จัดเตรียมตอนนั้น ก็ลองมองหาตัวช่วยที่ดีอย่างหนังสือนิทานตามร้านค้าที่มีอยู่มากมายให้เลือก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการกินอาหาร แล้วค่อยๆทำอาหารดีๆที่มีประโยชน์อย่างที่บอกไว้ในนิทาน ก็อาจง่ายสำหรับคุณแม่ยิ่งขึ้น
แล้วที่สำคัญคุณแม่จะต้องจัดสรรเวลามาเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอนให้ได้ ไม่ว่าจะยุ่งสักแค่ไหน ก็ต้องทำเพื่อโน้มน้าวใจให้ลูกได้รับอาหารดีๆ แถมยังช่วยเพิ่มความรักความผูกพันระหว่างกัน
เวิร์กกิ้งมัมทั้งหลายอย่าได้เอางานกลับมาทำที่บ้านเชียวนะคะ โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งควรจะเป็นวันของครอบครัว คุณแม่ควรใช้เวลาที่มีอยู่ให้กับลูกอย่างเต็มที่ ทำกิจกรรมสนุกๆ เข้าครัวทำอาหาร หรือให้ลูกมีส่วนร่วม เพื่อให้ลูกมีความรู้สึกที่ดี พร้อมที่จะเติบโตก้าวหน้า และมีพัฒนาการที่ดีสมใจคุณแม่
อุปกรณ์ป้อนอาหาร
จะให้ลูกหม่ำได้เต็มอิ่มดี ก็ต้องมีตัวช่วยที่ได้มาตรฐาน ถึงแม้ลูกวัยนี้ จะหม่ำได้เอง หรือใช้มือได้ถนัดมากขึ้น แต่ก็มัก ห่วงเล่นจนอาจทำให้ได้รับอาหารไม่ได้มากพอเพื่อให้มั่นใจว่าลูกได้รับอาหารที่มีคุณค่าจริงๆคุณแม่ก็ควรเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้อนที่ดีเพื่อให้ง่ายต่อการป้อนภาชนะควรทำด้วยวัสดุที่ปลอดภัยต่อลูกช้อนไม่เปราะง่ายกร่อนหรือมีการหลุดลอกง่ายทนความร้อนได้ดีน้ำหนักเบาตกแล้วก็ไม่แตก
จานชาม
เลือกชามที่ก้นกว้าง แบน วางแล้วไม่เอียง ไม่ตกง่าย มองหาชนิดที่มียางเป็นฐาน จะได้ดูดจานชามติดกับแป้นได้ดี แถมยังช่วยแก้ปัญหาเจ้าจอมซนที่ชอบโยนจานชามทิ้งอีกด้วย
ช้อน
เลือกช้อนที่มีก้านยาวพอควร เพื่อช่วยให้คุณแม่จับถือป้อนลูกได้ง่าย ช้อนตักต้องมีลักษณะตื้น เพื่อช่วยให้ลูกรับประทานสะดวก
ถ้วยดื่ม
เลือกถ้วยสำหรับดื่มที่มีรูปทรงไม่สูง ก้นแบน มีหูสำหรับถือ เพื่อทำให้ลูกจับได้ง่าย อาจมีฝาปิด ที่มีรูให้น้ำ นม หรือ ของเหลวต่างๆไหลออกมาเฉพาะที่ ซึ่งช่วยกันกระฉอกออกได้
เก้าอี้
มองหาเก้าอี้ที่มีพนักพิงให้ลูกนั่งหม่ำให้เสมอคุณแม่ มีแป้นวางอาหาร มีเข็มขัดรัดเอวลูกป้องกันลูกตกจากเก้าอี้ เลือกที่มีความสูงระดับเดียวกับโต๊ะ ขาเก้าอี้เป็นมุมกว้าง จะได้ทำให้ไม่ล้มง่าย พื้นที่นั่งสบาย และกระชับร่างกายไปด้วย เพื่อช่วยให้ลูกหม่ำได้ดีด้วย
เลือกที่คุณค่าอาหาร
Working mom ทั้งหลายที่มีเวลาน้อยนิด ไหนจะต้องเลี้ยงลูกด้วย ทำงานด้วย ทำอาหารให้ลูกด้วย แถมยังต้องลงทุนตื่นแต่เช้ามืดขึ้นมาเตรียมให้ลูกหม่ำอีก ซึ่งก็มีขั้นตอนการทำอยู่ไม่ใช่น้อย แล้วก็ใช้เวลาทำมากอยู่ค่ะ อาจทำให้คุณแม่มีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ ดีไม่ดียังอาจทำให้ไปทำงานสายได้อีก ดังนั้นต้องมองหาตัวช่วยเบาแรงกันหน่อยแล้ว ซึ่งก็คือ อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารเสริมจากธัญพืชธรรมชาติ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเวิร์กกิ้งมัมที่ทำงานนอกบ้าน ซึ่งไม่มีผู้ช่วยเตรียมอาหาร ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้คุณแม่มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นนั่นเอง
มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกหาอาหารเสริมสำเร็จรูปมาฝากคุณแม่ด้วยค่ะ ดังนี้
เลือกอาหารเสริมธัญพืชที่เพิ่มคุณค่าอื่นๆให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ลูกได้รับคุณค่าทางอาหารครบถ้วน เช่น อาหารเสริม ธัญพืช ผสมพืชผักผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นกล้วย แอปเปิ้ล ข้าวโพด ฯลฯ
ดูวันผลิต และวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำเร็จรูปนั้น
ดูลักษณะภายนอกของบรรจุภัณฑ์อาหารเสริมว่าไม่มีรอยบุบ บวม ฉีกขาด มีรอยกัดแทะ มีสนิมขึ้น
เลือกให้เหมาะสมกับพัฒนาการของลูก ซึ่งที่ข้างกล่องหรือฉลากจะมีระบุไว้ว่าเหมาะกับเด็กวัยไหน และมีสารอาหารใดบ้าง โดยดูข้อมูลสารอาหารและส่วนประกอบของฉลากว่าส่วนผสมของอาหารนั้นมีอะไรบ้าง มีสัดส่วนมากน้อยเพียงใด
ส่วนประกอบสำคัญมักระบุถึงคุณค่าทางโภชนาการอยู่แล้ว เช่น มีพลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน หรือมีส่วนผสมอะไรบ้าง เช่น แป้งข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี ส้ม สตรอเบอร์รี่ ถ้ามีบอกปริมาณธาตุเหล็กไว้ด้วยก็ยิ่งดี นอกจากนั้น ถ้าลูกเป็นเด็กแพ้อาหารอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ลูกแพ้เป็นส่วนประกอบ
ดูวิธีหม่ำทั้งอาหารเสริมชนิดกล่อง หรืออาหารเสริมชนิดขวด ซึ่งมักระบุไว้ที่ฉลากด้านข้าง
ดูว่ามีวิธีเก็บอย่างไร เมื่อผสมหรือเปิดบรรจุภัณฑ์แล้วเก็บได้หรือไม่ และเก็บได้นานเท่าไร ทางที่ดีกะให้พอดีลูกอิ่ม จะได้ไม่ต้องเก็บอาหารที่เหลือค้างไว้ เพราะอาจมีเชื้อโรคก่อตัวขณะเก็บเอาไว้ได้
ลดท้องผูก กับผักผลไม้สีสวย
ไม่อยากให้ลูกต้องผจญกับปัญหาท้องผูก ไม่ค่อยได้ขับถ่าย บางที 3 วันแล้วก็ยังไม่ได้ถ่าย หรือเวลาถ่าย อุจจาระแห้ง แข็งเป็นก้อน ขับถ่ายลำบาก ดูช่างยากเย็นเข็ญใจ แล้วก็เจ็บทรมานจนรู้สึกเข็ดขยาดไม่อยากถ่ายก็มีออกบ่อย อย่างนี้ก็ต้องมองหาตัวช่วยพิชิตอาการท้องผูก กับผักผลไม้ที่เห็นกันอยู่หลากสีสันนั่นเอง
ผักผลไม้หลากสี ไม่เพียงมีรสชาติดี มีให้เลือกมากมายหลายชนิดเท่านั้น แต่ยังมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ช่วยทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้เป็นปกติ ผิว ผม และฟันก็มีสุขภาพดี เท่านั้นยังไม่พอ ผักผลไม้ยังยกขบวนมาให้ประโยชน์อย่างชนิดที่อาหารอื่นก็สู้ไม่ได้ นั่นก็คือ ผักผลไม้แทบทุกชนิดมีเส้นใยอาหารอยู่สูงมาก เพราะกากอาหาร หรือใยอาหาร จะทำหน้าที่เสมือนไม้กวาด คอยปัดกวาดทำความสะอาดลำไส้ พร้อมไปกับช่วยดูดซับสารต่างๆในร่างกายที่อาจเป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งอาจปนเปื้อนมากับอาหาร แล้วยังช่วยดูดซับสารพิษที่เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ จึงเท่ากับเป็นการช่วยให้ร่างกาย มีความเสี่ยงต่อพิษน้อยลง แล้วที่สำคัญยังทำให้เนื้ออุจจาระนุ่ม ถ่ายได้ราบรื่นสะดวกดีอีกด้วย
วิธีเสริมผักผลไม้
อยากให้ลูกขับถ่ายได้ดี ก็ต้องให้ลูกหม่ำผักผลไม้เป็นประจำ เพื่อให้ผักผลไม้หลากสีกลายเป็นฮีโร่ในดวงใจลูก ดังนั้นตั้งแต่วันนี้ไปอาหารในบ้านที่เตรียมไว้ให้ลูกหม่ำเป็นประจำ สำหรับเด็กที่มีฟันแล้ว คุณแม่สามารถเตรียมผลไม้หั่นใส่ภาชนะในตู้เย็นพร้อมให้ลูกหยิบหม่ำได้ทุกเมื่อ แล้วที่สำคัญคุณพ่อ คุณแม่ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกด้วย โดยทานผัก ผลไม้อย่างเอร็ดอร่อย และเต็มอกเต็มใจให้ลูกเห็นทุกวัน เมนูแนะนำสำหรับคุณแม่ คลิกที่นี่
ฝึกลูกเคี้ยวอาหาร
พัฒนาการเกี่ยวกับการกินอาหาร โดยเฉพาะความสามารถด้านการบดเคี้ยว ซึ่งลูกน้อยวัยนี้ได้พัฒนาความสามารถด้านนี้เพิ่มขึ้นกว่าช่วงวัยที่ผ่านมา เพราะมีฟันเพิ่มขึ้นหลายซี่แล้ว ลูกจึงสามารถใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารให้ละเอียดได้เอง สามารถใช้มือหยิบจับอาหารเคี้ยวเอง คุณแม่เพียงส่งเสริมลูกให้มีความสามารถด้านนี้อย่างต่อเนื่องโดย
ส่งเสริมให้ลูกกินอาหารที่มีลักษณะเหมาะสมตามวัย เช่น ไม่ควรทำอาหารบดละเอียดให้ลูกกินเมื่อถึงช่วงวัยนี้ เพราะอาหารบดละเอียดควรให้ในช่วงที่ฟันยังไม่ขึ้น ควรให้อาหารบดหยาบเมื่อฟันกำลังขึ้น ส่วนในช่วงนี้ที่ฟันลูกขึ้นหลายซี่แล้ว ควรให้เป็นอาหารอ่อนนิ่มธรรมดา เพื่อช่วยให้ลูกเกิดการเรียนรู้เรื่องการเคี้ยว การลิ้มรสชาติ และการกลืน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่ง ที่จะสร้างพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องให้กับลูกช่วงขวบปีแรก
ปรับขนาดของชิ้นอาหาร เพื่อช่วยส่งเสริมการบดเคี้ยวของลูกเช่น หาขนมปังแท่ง หรือผลไม้หั่นเป็นชิ้นๆ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล ชมพู่ ให้ลูกกัด ด้วยขนาดที่ลูกจับได้ถนัดมือ
ให้อาหารประเภทเนื้อสัตว์บดหยาบฝึกเคี้ยว เช่น ปลา หมู ไก่
ให้ลูกกินผักที่เนื้อหยาบขึ้น เริ่มต้นด้วยผักไม่มีกลิ่นก่อน เช่น ฟักทอง ฟัก แตงกวาชิ้น
จัดเตรียมผลไม้และผักหั่นเป็นชิ้นหรือแท่งยาวเพื่อให้ลูกหยิบจับกินเอง
คุณจะเห็นว่าตอนนี้ลูกน้อยกำลังอยากเลียนแบบพฤติกรรมเด็กโต และบางทีก็อยากกินเหมือนกับเขาด้วย แน่นอนว่า คุณแม่ต้องหัดพูดคำว่า “ไม่”เป็นครั้งคราว ยิ่งลูกน้อยมีกิจกรรมมากมายและพัฒนาการทางร่างกายก็ต้องการอาหารการกินมากเป็นพิเศษ ลองมาดูว่าอาหารการกินที่จะจัดให้ลูกน้อยมีอะไรบ้าง :